Blog

  • เซิร์ฟเฟอร์ตั้งไข่ หัวใจเตาะแตะ

    Drafted since Year 2023

    จั่วหัวกันมาแนวเกาหลีกันซักเล็กน้อย มาพร้อมเรื่องราวของชาวแก๊งเสียว กับกิจกรรมเสียวใหม่ๆ ของพวกเขา

    ชื่อไลน์กลุ่มแก๊งสาวเสียวที่ฟังดูแล้วไม่น่าเปิดอ่านบนรถไฟฟ้า แท้ที่จริงแล้วเป็นกลุ่มไลน์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับทริปที่เราไป Sky Dive ที่เขาใหญ่เมื่อนานปู๊นมาแล้ว โคฟาวเด้อต่างตั้งข้อสงสัยว่า การที่เราไป Sky Dive กันเร็วเกินไป ทำให้หากิจกรรมเสียวอื่นๆ มาเทียบเคียงยากจริงหรือไม่ หลังจากนั้นด้วยความพยายามพิสูจน์สมมติฐาน เราต่างพากันโยนไอเดียบ้าๆ บอๆ ใส่กัน จนชักรู้สึกว่าชีวิตที่อยู่ใกล้พวกเอ็งนี่น่าจะไม่ปลอดภัยแล้วรึเปล่านะ หนึ่งกิจกรรมที่สาวชอบความเสียวอย่างพวกเราแอบเล็งมานานก็คือการไปเรียนเซิร์ฟบอร์ดนั่นเอง

    แม้จะดูเป็นคนรักกีฬาทางน้ำซะเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เก่ง และหัดว่ายน้ำได้ด้วยตัวเองตอนโตอยู่ปี 1 นู่น (เพื่อนๆ ช่วยฝึกด้วยการเล่นแข่งงมเหรียญมันทั้งปี ว่ายไม่เก่งแต่ดึงแว่นออกจากตาเพื่อนเก่ง ก็ถือว่าอยู่ในเกมได้เหมือนกัน) เห็นดูแก่นเซี้ยวไม่กลัวตุยแบบนี้เราก็มีความกังวลความกลัวน้ำแอบซ่อนอยู่เสมอ การถอดชูชีพเล่นกีฬาทางน้ำสำหรับเราจึงอาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อจิตใจอยู่สักหน่อย อีกทั้งเซิร์ฟบอร์ดก็ยังเป็นกีฬาที่พึ่งพาสภาพร่างกายที่ค่อนข้างแข็งแรง ยืดหยุ่นสูง และมีการทรงตัวที่ดี

    รวมหมดทุกข้อแล้ว ถ้าโดนถามซึ่งหน้าว่ามีไหมล่ะ คงอึกอักหลบตา หรือไม่ก็ยิ้มทะเล้นๆ แล้วเอามือบีบชั้นพุงโชว์ ปี๊บๆ

    วันหยุดราชการหนึ่งวันที่แหมะหน้าแหมะหลังกับเสาร์อาทิตย์นั้นเราเลิฟมาก สามวันไปได้ไกล ทำอะไรได้มากโขถ้ากระดูกมันยังไหวใจมันยังสู้น่ะนะ แก๊งเสียวสามสาว เรา ปู และทูน ตัดสินใจจองเรียนเซิร์ฟที่จันทบุรีกันแบบง่ายๆ แค่เจอโฆษณาในเพจว่า “หาดเจ้าหลาวคลื่นเซิร์ฟมาแล้ว” ก็โอนตังค์ค่าเรียนไปซะละ พวกเรามีผู้ติดตามสังเกตการณ์อีกหนึ่งคนคือผึ้ง ผึ้งไม่เสพความเสียวและผึ้งเพิ่งออกจากรวงรังหลังเทศกาลล็อคดาวน์อันยาวนาน เรามีความสุขมากที่ได้เห็นผึ้งตาเป็นประกายง่ายๆ กับน้ำทะเล และท้องฟ้า แต่สำหรับแก๊งเสียว แค่นั้นมันคงยังไม่พอ

    ที่จริงพวกเราเคยพยายามกับการเรียนเซิร์ฟมาก่อน เคยจองแล้ว แต่ท้องทะเลไม่เป็นใจ เคยติดต่อไปในระหว่างทริปดำน้ำแต่เขาบอกว่าอย่าเอาสองอย่างนี้มารวมกันในทริปเดียว เพราะมึงน่วมมาแล้วจากกิจกรรมหนึ่ง ไม่ควรริอ่านไปต่ออีกกิจกรรม นึกว่าตัวเองเก่งนักไง้ ฮะ.. คราวนี้ล่ะวะ ตรงไปจันท์เพื่อเซิร์ฟ ถนอมร่างกายไว้ไม่ว่อกแว่กวอแวแวะไปเล่นอะไรก่อนแน่นอน..

    เหรอจ๊ะ จริงแค่ไหนถามใจเธอดู

    Day 1

    ออกจาก กทม. แต่เช้ามุ่งหน้าแหลมฉบังแวะร้านกาแฟน่ารักและทานอาหาร เม้ามอยหอยกาบตามประสาคนไม่เจอกันนาน เป้าหมายถัดไปชมทิวลิปที่ PTT LNG ระยอง แต่แห้วเพราะเขาปิดวันหยุด เราได้สมาชิกเพิ่มแบบชั่วคราวไม่ค้างคืนหนึ่งคน แล้วก็บ่ายหน้าไปเช็คอินที่พักกันเร็วๆ และพุ่งไปนู่น สวนพฤกษศาสตร์ระยอง ค่ะ เราเปิดทริปกันด้วยการปั่นจักรยานวิบากเล็กๆ ที่สนุกมาก เหงื่อแตกซิกๆ แล้วก็ไปพายเรือกันต่อ

    ผึ้งตัดสินใจถูกต้องในวินาทีสุดท้ายว่าจะใช้เงินจ้างคนพายเรือให้ ปูมีตาหลุยสมาชิกแบบชั่วคราวมาพายเรือให้อย่างพรีเมียม ส่วนนังทูนและเรา ไม่มีทั้งเงินทั้งแฟนก็พายเองสู้ชีวิตไปจ้าคนละลำ เอ้า บึ๊ดจ้ำบึ๊ด

    เรามาพายเรือที่นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว โคตรชอบ และบอกตามตรงว่าหมกมุ่นกับที่นี่ไม่น้อย เลยค่อนข้างจำทางได้เป็นอย่างดี พอจะชินกับกระแสน้ำและรู้วิวพอยต์สวยๆ แต่พี่เพชรฝีพายของผึ้งจะพาพวกเราไปไกลกว่าที่เคย เพื่อไปเดินเล่นบนแพหญ้า ไกลสุดขอบนู้น โดยมีความท้าทายคือต้องจ้วงไปให้ทันพระอาทิตย์ตกเพื่อชมแสงสุดท้ายอันงดงาม ถามตูกะนังทูนซักคำมั้ยว่าจ้วงไหวป่าว

    ตอนออกจากวงในของเส้นทางพายสู่วงนอกที่ถูกโอบล้อมอีกชั้นด้วยแพหญ้า เราต้องทวนกระแสน้ำที่เข้ามาปะทะแบบเฉียงๆ เป็นระยะทางพอสมควรเท่าที่คิดในตอนนี้ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า แม่งไกล๊ไกลจังวะ ขณะนั้นไหล่ด้านหน้าทั้งสองข้างเริ่มโอดโอยประท้วงละ แต่พี่เพชรชมเราว่า “คนนี้พายดีนี่นา” เลยมีกำลังใจจ้วงมากขึ้น

    พี่เพชรลากคายัคสีสวยทีละลำขึ้นเกยหาดแพหญ้า เราถอดรองเท้าเดินย่ำบนพื้นยวบยาบแต่รับน้ำหนักได้ดีแม้เราทดลองกระโดดตุ้บๆ จนเพื่อนๆ หวีด น้ำสีดำๆ ผุดขึ้นมาทุกๆ ก้าวที่เราเดินไปจนเท้าเลอะเทอะ แต่พระอาทิตย์สีทองกำลังค่อยๆ ทอดตัวลงเหนือระดับยอดหญ้าเล็กน้อย ทำให้นึกถึงทุ่งอีเธอร์ใน All About Lily Chou-Chou ลมที่พัดเย็นสบาย เราอยู่ในที่ที่เงียบสงบและห่างไกล นอกจากเสียงลม เสียงหัวเราะคิกคักของพวกเราแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเสียงคลื่นน้ำที่กระทบกันแค่เบาๆ ใครจะนึกว่านี่คือพื้นที่สีเขียวแสนสงบใกล้ อ.เมืองระยองอันพลุกพล่านแค่นิดเดียวเอง

    ตอนจ้วงกลับถึงท่าเรือ อากาศตอนเย็นโปร่งสบายจนหุบยิ้มไม่ได้เลย คุณพระอาทิตย์ค่อยๆ ซ่อนแสงลงหลังแนวแพหญ้า แต่ความสว่างยังคงอยู่ส่งให้เราเข้าฝั่งอย่างปลอดภัยแต่ที่ปวดไหล่นี่พระอาทิตย์คงไม่รู้จะช่วยไงดี ความรู้สึกคือไหล่จะหลุดมั้ยเนี่ย แล้วตูเป็นพลขับหลักซะด้วยนะทริปนี้ เอาวะ อ่อนแอไม่ได้จ่ายตังค์ไปหมดแล้ว เรามุ่งหน้าสู่ที่พักแบบคอนโดใกล้ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ที่ได้จองไว้ ระหว่างทาง เอามือถือจิ้มสายชาร์จพร้อมเปิดแม็พตั้งไว้ดูทางตามปกติ ตกหลุมปึ้ก หัวชาร์จกระแทกเข้าเครื่อง จอกระพริบวับๆๆ ตลอดทั้งคืน พอเช้ามาก็หาย

    หายกระพริบเหรอ

    เปล่า แสงน่ะที่หายไปหมด จอพังเลย

    คืนนั้นที่แหลมแม่พิมพ์มีงาน Street Food ประจำปี งานใหญ่ยักษ์มาก เราไม่รู้มาก่อน แต่บังเอิญอยู่ตรงนั้นได้ถูกจังหวะ ถนนเลียบหาดมีร้านอาหารเปิดเรียงรายแน่นขนัด รถติดหนึบเหมือนยังไม่ได้จากกรุงเทพไปไหน คนเยอะมากๆ เราเลยตกลงกันว่า มาแยกย้ายกันซื้อของกินแล้วหิ้วไปกินบนคอนโดดีกว่า

    ชีวิตค่ำคืนนั้นก็จบลงแบบเรียบง่าย กินข้าวร่วมกัน แล้วตาหลุยก็ขอตัวกลับระยอง อาหารที่ซื้อมาเยอะเกิน เหลือบานเบอะ แต่ด้วยความขี้งกเสียดายของ เราเลยทยอยเก็บใส่ตู้เย็นอย่างเรียบร้อย
    ผู้ร่วมเดินทางทั้ง 4 ยังไม่อยากนอน แต่ก็หมดเรี่ยวแรง เลยไหลตัวกองๆ อยู่ตามโซฟาจนดึกดื่น และได้แต่สงสัยว่า ไหล่ตูจะหายทันพรุ่งนี้ไหมเหรอ

    Day 2

    เราตื่นแต่เช้า พบว่าผึ้งตื่นแต่มืดตามกิจวัตรของนาง ที่มืดกว่านั้นคือมือถือดิฉันได้จากไปแล้วอย่างสงบ เราออกไปวนรอบๆ ตั้งแต่โลกยังสงัดเพื่อภารกิจหาร้านมือถือและเติมแก๊สรถ เมื่อภารกิจลุล่วง แถมได้ทุเรียนทอดติดไม้ติดมือกลับมา เราสองคนก็กลับถึงคอนโดสายโด่ง ปูกับทูนยังงัดตัวขึ้นจากเตียงไม่สำเร็จ เรากับผึ้งอุ่นอาหารที่เย็นเจี๊ยบจากตู้เย็นทีละเมนูและวางจนเต็มโต๊ะ แล้วอาหารเย็นก็ได้ถูกรีไซเคิลให้เป็นอาหารเช้าแบบอิ่มๆ อีกครั้งโดยคุณภาพดร็อปลงประมาณ 20% ถือว่ารับได้ คราวนี้พวกเรากินทุกอย่างจนหมดอย่างน่าชื่นชม

    หลังทำความสะอาดจานชามจนน้ำยาล้างจาน (ที่มีให้น้อยนิดตั้งแต่แรก) หมดลงก็ได้เวลาเช็คเอาท์ เราเป็นผู้พัก AirBNB ที่ได้คะแนนดีมาตลอดเพราะทำห้องคืนให้เขาดีแบบแม่บ้านยิ้มอะ ที่หมายต่อไปคือชุมชนริมน้ำจันทบูร โดยรู้ดีว่าเรามีเวลาไม่มาก จึงคิดว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาอีกรอบวันรุ่งขึ้น ผลปรากฏว่าเราตัดสินใจถูก เพราะรถติดบรรลัยกว่าที่คิดเรื่อยๆ ทุกแยกใหญ่ระหว่างระยองไปจันท์ ในที่สุดเราก็มาถึงโบสถ์พระแม่มารีท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา โบสถ์หลังคายอดแหลมสวยเป็นเอกลักษณ์ทอดตัวสูงตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสด

    พวกเราเดินชมโบสถ์จากภายนอกสักพักแล้วก็ย้ายตัวข้ามสะพานไปหาร้านกาแฟ ที่ชุมชนริมน้ำจันทบูรทุกวันนี้ต้องบอกเลยว่าคลาคล่ำไปด้วยร้านเล็กร้านใหญ่ที่ตกแต่งซะสวยหยดย้อย แวะสองวันก็กินไม่หวาดไม่ไหว เราเดินสำรวจเร็วๆ ดื่มกาแฟและขนม แล้วรีบย้ายตัวไปหาดเจ้าหลาวเพราะใกล้เวลานัดหมายของกิจกรรมสำคัญที่เราตั้งใจมา ก็คือเรียนเซิร์ฟนั่นเอง

    ที่หาดเจ้าหลาวยามสี่โมงเย็น แสงตะวันยังเข้มแข็งอยู่ เราตระเตรียมที่นั่งให้ผึ้งที่หน้าหาด พยายามหลบแดด แต่แดดก็ขยับตามเหมือนไอ้ต้าวขี้แกล้ง ว่าที่เซิร์ฟเฟอร์สามคนโบกซันบล็อกเงียบๆ ปูกับทูนร่าเริงดี แต่เรามีการเตรียมใจอยู่ลึกๆ ว่าตูจะได้บาดเจ็บรึเปล่านะนี่ คลื่นที่ถาโถมซัดหาดค่อนข้างรุนแรงและปั่นป่วน บอร์ดยาวสีสวยสดใสวางอยู่บนพื้นหญ้า เรียงกัน 3 บอร์ด ของครูอีก 1 บอร์ด

    ครูสาวร่างลีนสุดๆ มาบรีฟพวกเราก่อน เราเคยเห็นคนที่ฝึกนอน ฝึกยืน กวักแขนงิกๆๆ บนบอร์ดที่วางอยู่บนบกมาแล้ว ตอนนั้นรู้สึกว่าตลกว่ะ วันนี้โดนเองกะตัวเต็มๆ ค่ะ น้องอธิบายลำดับและวิธีการแล้วให้เราลองทำตามแบบแห้งๆ มันตรงนั้นแหละ คำใบ้สำคัญคำหนึ่งคือ สำหรับคลื่นวันนี้.. (ทอดตามองทะเล) ค่อนข้างแรงค่ะ แต่เราน่าจะยืนได้แหละ เรามายืนให้ได้กันนะคะ อันนี้ตูรู้เลย พูดอย่างนี้ท่าจะยากกว่าปกติซะล่ะม้าง

    ผู้เขียนเขียนทิ้งไว้แค่นี้ แล้วกด Save ข้อความด้านบนได้กลายเป็นก้อน draft เก่าๆ หยากไย่เกาะนานเกือบสองปี และวันนี้นังทัวดีก็กลับมาอ่าน เสียดายว่ะ ขึ้นต้นไว้ดีเชียว แต่ความรู้สึกสดใหม่มันหายไปหมดแล้ว จะเขียนต่อจนจบได้ยังไงดีนะ

    คนที่หลงใหลรักทะเลคงเข้าใจ ความสวยงาม ความน่ากลัว ความสงบ ความปั่นป่วน แสงแดดอุ่น กระแสน้ำอันหนาวเย็น ยอดคลื่นคลั่ง หรือผิวน้ำนุ่มที่โอบกอดเราไว้ ล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะฉะนั้นเราจึงรักทะเลแบบที่เขาเป็น แม้แต่วันที่เขาฟาดงวงฟาดงาใส่ เราเลือกที่จะอยู่ใกล้ๆ เขาอย่างเหมาะสม บาลานซ์ตัวเองให้ดี ไม่ให้หล่นโครมลงไปในเกลียวคลื่นที่ตีกลับไปกลับมา

    อีตอนนอนคว่ำพายบอร์ดออกมันช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน เพิ่งมาเห็นบทความว่ามันทำให้เจ็บหลังได้ด้วย แต่ตอนที่ยากที่สุดสำหรับเราคือทุกสิ่งหลังจากนั้น ครูที่เหนื่อยล้ายิ่งกว่าลูกศิษย์เพราะสอนมาตั้งแต่เช้าจับบอร์ดเรากลับหัว หันไปมองคลื่นแล้วบอกสัญญาณ ถ้าคลื่นมาแล้วครูก็จะปล่อยมือให้เราไหลไปตามคลื่น ทีนี้สิ่งที่ยากที่สุดคือเทคตัวกระเด้งขึ้นมาจากท่าวิดพื้นให้เป็นท่ายืน รู้ไหมว่ามันต้องใช้กล้ามเนื้อขนาดไหน แล้วรู้ไหมว่าฉันไม่มี

    ตลอดสองชั่วโมงเราล้มลุกคลุกคลานอยู่ที่เวิ้งน้ำหน้าหาด เจ้าปูเป็นคนเดียวที่ลุกยืนได้ยาวๆ ประมาณสองสามครั้ง ผลประกอบการของทูนอยู่ตรงกลางระหว่างเรากับปู เราจินตนาการตามว่ามันจะฟินขนาดไหน เพราะดีที่สุดที่เราทำได้คือคุกเข่าขึ้นข้างเดียวแล้วปล่อยให้ยอดคลื่นผลักเราเข้าสู่หน้าหาดด้วยความเร็ว แค่นั้นก็วะฮู้ๆๆ แล้ว

    แม้คอร์สสั้นๆ ในวันที่คลื่นปั่นป่วนนี้จะไม่ทำให้เราเล่นเซิร์ฟเป็นขึ้นมา แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่วันนั้นคือ ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการเซิร์ฟ เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะไม่ได้ยืนสวยอยู่บนกระดานตลอดไป ส่วนมากคาร์ดิโอหนักมากกับการพายบอร์ดในท่าคว่ำ และนั่งรอคลื่นเบื่อๆ เฝ้ารอว่ามันจะมา แต่เรารู้ว่าเวลาที่ได้ยืน (หรือกรณีของเรา -คุกเข่า) โต้คลื่นอย่างนั้น มันจะมาถึงซักวัน เราจะมีความสุขกับมันโดยไม่ต้องกลัวการตกน้ำ เพราะเรายังพายออกไป แล้วรอคลื่นลูกใหม่ๆ ได้เสมอ

    Day 3

    เดินเล่น หาอะไรกินจันทบูร แล้วพลขับที่เล่นแขนมาอย่างหนักหน่วงก็ฮึดสู้แล้วพาทุกคนกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

  • ผจญภัย เรือ ต.

    เมื่อเราไต่ระดับลงสู่ความลึกของทะเล สีแดงเป็นสีแรกที่จะหายไปก่อน ด้วยความยาวคลื่นมากที่สุด ทำให้มีพลังงานน้อยที่สุด ตั้งแต่ห้าเมตรสีแดงเริ่มหม่นลง พอผ่านช่วงสิบเมตรลงไปก็แทบจะหายสนิท

    เรามองดูมือที่นิ้วก้อยซ้ายด้านนอกเพิ่งถูกขูดขีดเร็วๆ จากการลากผ่านลานเพรียงหนาแน่น ที่ระดับความลึกราว 20 ม. ที่กราบด้านหนึ่งของเรือ ต.94 เห็นรอยดำเปื้อนเป็นเส้นจางๆ ยาวไม่ถึงเซ็น เจ็บแสบเมื่อโดนน้ำทะเล

    อุ๊ยนิ้วเปื้อน เอามือขวาไปถูๆ หายแสบไปนิด

    รอยดำเปื้อนบางลงหน่อยแล้วกลับหนาขึ้นอีก อิหยังวะ สงสัยแล้วก็ว่ายน้ำต่อ

    ในบรรดา Dive site ของชาวสกูบ้า เรือจมเป็นหมวดหนึ่งที่มีความนิยมอยู่มาก เราคนนึงล่ะชอบเรือจมซะจริงๆ มุดมาก็หลายลำ ไม่นานมานี้เองเพิ่งได้ยินข่าวการจมเรือที่ปลดระวางลงสู่ก้นทะเลเพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและเป็นแหล่งเรียนรู้ ท่องเที่ยว เพิ่งจะแป๊บเดียวก็มีโอกาสได้ไปดำโดยที่ไม่ได้รู้แผนมาก่อนด้วย ดีใจมาก

    ทุ่นสีเหลืองใหม่เอี่ยมลอยกลางทะเล กำหนดจุดสี่มุมแสดงตำแหน่งเรือปลดประจำการที่ถูกจมไว้เป็นแหล่งปะการังเทียมและแหล่งดำน้ำ ทั้ง ต. 94 และ ต. 95 แสมสารวันฟ้าใส ผิวน้ำแทบจะไม่มีคลื่น ถามครูตุ้ยว่า มีปะการังมาเกาะแล้วยังครู ครูว่ามีแต่เพรียงที่คมแสนคม เรือเพิ่งถูกจมได้สองเดือน จึงยังไม่มีดอกไม้ปะการังใดๆ มางอกงาม เมื่อรอให้กลุ่มเราอันประกอบไปด้วยลูกฝูง 5 ครู 1 ครูผู้ช่วยอีก 2 สำหรับไดฟ์นี้พร้อมกันดีแล้ว พวกเราก็จมตัวลงแล้วไต่โซ่อ้วนๆ ใหม่เอี่ยมลงสู่ความเงียบสงบของก้นทะเล แม้แต่ที่ตัวโซ่ บรรดาน้องเพรียงก็เริ่มมาเกาะกันแล้ว เราค่อยๆ ใช้นิ้วคีบพยุงตัวพลางปรับสมดุลในหู เพรียงจิ้มนิ้วหนาๆ จึ้กแล้วจึ้กเล่า ไม่เจ็บซักเท่าไหร่หรอกน่า.. บอกตัวเอง

    เมื่อถึงก้นทะเลน้ำไม่ใสเหมือนสองไดฟ์แรกของวัน เรือ ต.94 จอดตะคุ่มๆ อยู่ในน้ำขุ่นเล็กน้อยสีเขียวอมฟ้า เราค่อยๆ ว่ายชมตัวเรือจากด้านหลังสู่ด้านหน้า แทนที่จะเป็นดอกไม้ทะเลหรือปะการังอ่อนชูช่อ แต่ขดเชือกตรงนั้นตรงนี้ที่ขาดแล้วลอยฟูฟ่อง กลับดูผ่านๆ คล้ายดอกไม้ปลอมอยู่เหมือนกัน ตกลงกันไว้ตั้งแต่บนเรือแล้วว่าครูจะให้เรามุดเข้าไปจากช่องประตูด้านขวาของลำเรือ ร่อนขึ้นบันไดสองสามขั้น สู่ห้องกัปตันแล้วชะโงกหน้าออกมาให้ครูถ่ายรูปทีละสองคน

    คนฉายเดี่ยวอย่างเรา ครูตุ้ยบอกให้โผล่ช่องหน้าต่างคู่กับครูจิล และว่ายเข้าไปเป็นคู่สุดท้าย ประตูที่แคบอยู่แล้วยิ่งดูแคบมากเป็นพิเศษเมื่อมีนักดำน้ำตัวอ้วนแบกถังกับห้อยสายนั่นนี่พะรุงพะรัง แทบทุกอณูผิวของเรือ ต. ถูกปกคลุมด้วยเพรียงแน่นขนัดไปหมดจนเหมือนผิวเจ้ามังกรร้ายที่ปกป้องเจ้าตัวจากการรุกราน เราโดนขูดตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็โผล่มาที่ช่องหน้าต่างของกัปตันเพื่อชะโงกทำหน้าแป้นแล้นถ่ายรูป จากนั้นก็วกตัวไปแทบจะเหมือนยูเทิร์นไปทางซ้าย ร่อนข้ามบันไดอีกสองสามขั้นเพื่อขึ้นสู่ชั้นบนอีกชั้นที่เหมือนดาดฟ้า

    บนดาดฟ้ามีโครงเหล็กที่เคยเป็นเหมือนเสาเรดาร์อยู่ระเกะระกะ ไม่มีพื้นผิวไหนที่ไร้เพรียง เรามุดเสามุดคานและจะวกไปรวมตัวกับชาวคณะที่หัวเรือ อยู่ๆ ก็พบกับเจ้าเต่าตัวโตเบ้อเริ่ม แหวกว่ายพุ่งตัวออกมาจากห้องกัปตัน สงสัยจะแอบนอนอยู่ในนั้นแล้วรำคาญเรานี่เองแหละเลยพุ่งหนี เราตามถ่ายรูปน้องเต่าอยู่คนเดียว ซึ่งน้องก็ดันมุ่งหน้าไปหาชาวคณะจำนวนมากด้านหัวเรือซะด้วย เสียงกรี๊ดของชาวสกูบ้ามันอาจจะไม่ดังออกมาเป็นเสียงแหลมสูง แต่จะเป็นการหอบหายใจ พ่นและสูบอากาศกันโครมครามมากกว่า ทันทีที่เจ้าเต่าเผยตัวสู่ชาวคณะทั้งกลุ่มเราและกลุ่มข้างๆ น้องก็กลายเป็นดาราหน้ากล้องทันที เราซึ่งได้ว่ายตามน้องกันตามลำพังสองคนมานาทีนึงแล้ว ก็เลยถอยตัวลงต่ำ ให้คนอื่นได้ดูน้องบ้าง

    ขณะนั้นน้องลอยตัวอยู่เหนือส่วนห้องกัปตัน เราเห็นคนที่เพิ่งมุดเข้าห้องกัปตัน คงกำลังงงว่ามองลอดหน้าต่างทำไมมีแต่ช่วงขาคนอื่นด้านนอก เราเลยส่งสัญญาณบอกว่า มีเต่าอยู่บนห้องนี้ ให้รีบว่ายออกมา ทำให้เพื่อนๆ อีกกลุ่มได้มีโอกาสมามุงเต่าด้วยกัน

    จึ้กเข้าให้ แล้วก็อีกจึ้ก อีกจึ้ก

    เวลาที่ไม่ได้โฟกัสกับการพยุงตัวให้ดี เราก็โดนน้องเพรียงจิ้มเข้าอีก

    ไดฟ์นั้นสนุกสนานตื่นเต้นกันพอแล้ว ครูตุ้ยพาทุกคนไต่โซ่อ้วนๆ กลับ และเนื่องจากเป็นไดฟ์สุดท้ายของวันแล้วเราก็ร่าเริงว่ายเล่นพุ่งไปมาอยู่ที่ความลึกสุดเกือบ 23 ม. เพื่อความปลอดภัยเลยต้องทำ Safety Stop นานหน่อย ระหว่างนั้นครูขอดูไดฟ์คอมพ์ เรากระตุกข้อมือพลาดไปนิด จึ้กกก ใหญ่ๆ กึ่งเพรียงกึ่งโซ่เหล็กเขรอะสนิม คราวนี้ก้มมองนิ้วโป้ง

    หนังเปิดออกมาเป็นปากฉลาม ของเหลวสีดำไหลออกมา ยิ่งลูบน้ำหมึกดำๆ ก็ยิ่งกระจายปะปนกับน้ำทะเลไม่หยุด

    เอ้านี่มันเลือดนี่หว่าโว้ยยยย พลิกมือไปดูรอบๆ โอ้โห ไม่ใช่รอยเปื้อนเลย ขีดจิ๋วๆ ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เลือดทั้งนั้น คิดได้ถึงตรงนี้จะเป็นลม เพราะกลัวเลือดตัวเอง เริ่มรู้สึกแสบ เริ่มงอแง

    พอขึ้นเรือก็ปรึกษาชาวแก๊งในวันนั้น รวมถึงน้องป๊อบน้องพยาบาลที่มาเดี่ยวเหมือนกัน น้องว่า ฉีดกระตุ้นบาดทะยักเถอะพี่ ครูบอกว่า ไปกระตุ้นซักสามเข็มนะ ดีกว่าโดนฟอร์มาลีนเข็มเดียว เราที่กลัวเข็ม และมั่นใจว่าตัวเองใช้โควต้าโดนจิ้มครบไปแล้วของปีนี้ และยิ่งเพิ่งบริจาคเลือดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เองแขนพับยังไม่หายม่วงดี ถึงกับหน้าซีดเซียว กินไอติม กินขนมเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย (แต่ก็กินอยู่ดี)

    พอขึ้นฝั่งมาแล้ว ก็ยังลีลาท่ามากไม่ยอมไปหาหมอ ยังเลือกไปเที่ยวไปเล่นกับเจ้ามิคกี้กับแม่และหลานต่อ แต่คุ้มค่ามากเพราะอากาศดีเกินกว่าจะหันหลังแล้วจากไปง่ายๆ

    แล้วพออิ่ม พอเหนื่อยก็ขี้เกียจขับกลับ เปลี่ยนแผนนอนสัตหีบมันดื้อๆ

    ที่พักไม่มีที่จอด แนะนำให้ไปจอดในวัด แต่เลี้ยวผิดเข้าไปประตูที่เป็นส่วนของฌาปณสถาน มืดตึ้บ ขับวนอ้อมต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านลิบหายจากวงแสงไฟหน้ารถ ในหัวก็จินตนาการถึงตัวเองตอนโทร.ไปหาพี่แจ๊คเดอะโกสต์ เอิ่มพี่แจ๊คคะ คือว่าประตูมันอยู่ใกล้กันเลยเลี้ยวผิดค่ะ..

    มาการิต้าที่บาร์ดาดฟ้าท่ามกลางแสงจันทร์สว่างร้อนวาบในท้อง กับวันคาร์ดิโอที่แสนเหน็ดเหนื่อย ทำเอาหลับเหมือนสลบ จงใจไปนอนโฮสเทลแบบดอร์มเผื่อได้เพื่อนใหม่ สรุปไม่ได้เจอใครทั้งนั้น

    ท่ามกลางแดดแผดๆ ในวันอาทิตย์ รถมอมแมมคันหนึ่งจอดฝั่งตรงข้ามคลีนิคแถวพัทยา

    เจ้าอ้วนวิ่งหัวฟูข้ามถนน แล้วเข้าไปนั่งสั่นขาข้างใน คือมาเพื่อจะถามว่า ไม่ฉีดไม่ได้เหรอคะ หมอหนุ่มมือนุ่มจับทั้งสองมือของเราพลิกไปมาอย่างเบาๆ ดูแผลนั้นแผลนี้ บางแผลเราก็เพิ่งจะเห็นพร้อมหมอนี่แหละ มีรูเล็กๆ ที่อุ้งมือขวาอีกหลายรู รวมๆ แล้วน่าจะเกินสิบ

    ฉีดกระตุ้นซักเข็มนะครับ คุณหมอบอก แล้วก็เอายาฆ่าเชื้อไปกินซักสองชนิด เพราะบาดแผลเกิดในทะเล ดักๆ ไว้ก่อน ยาฆ่าเชื้อเม็ดใหญ่เท่าหัวแม่โป้งตีนที่มาแกะดูที่บ้าน ทำเอาจิตใจท้อถอย คุณพยาบาลน่ารักใจดีมากๆ หลอกให้เราเล่าเรื่องดำน้ำก่อนจะแอบฉีดวัคซีนทั้งเร็วทั้งมือเบาจนแทบไม่รู้สึกเลย

    เอาล่ะ เรือจมทั้งหลาย ต่อไปนี้ข้าไม่กลัวสนิมเอ็งแล้ว.. เจอกัน!

    ——-

    แถมท้าย 1

    คุณพยาบาล : เดี๋ยวเขียนใบรับรองแพทย์ให้นะคะ

    แอ้ : ขอบคุณค่ะ

    คุณพยาบาล : ให้เขียนว่าโดนอะไรมานะคะ

    แอ้ : เพรียงบาดค่ะ

    คุณพยาบาล : เพรียงเหรอคะ เขียนว่าหอยบาดได้มั้ยคะ

    แอ้ : ไม่เอาหอยไม่ได้เหรอ มันไม่เท่ห์อะ มันไปทางตลกเลยนะคะ

    สรุปใบรับรองแพทย์จริง ได้มาแค่ “บาดแผลถลอกที่มือ”

    แล้วเลือดชั้นอ่าาาา ที่ไหลเป็นทางอยู่ในทะเลนั่น ฮือออ เลือดชั้นโดนด้อยค่าาา

    ——-

    แถมท้าย 2

    ครูตุ้ย : ปีหน้าจะไปมาลาปัสกัว สนมั้ย

    แอ้ : ครูๆ พี่มีคำถาม

    ครูตุ้ย : ว่าไงครับ

    แอ้ : หลังจากขายไตเนี่ย อีกกี่เดือนเราถึงจะดำน้ำได้คะ

    ——-

    Reference : วันนี้ไปกับเรือ The great white shark น่าจะหรูสุดในแสมสารแล้ว สวย ของกินเพียบรวมเสิร์ฟกาแฟเครื่องดื่มอร่อยๆ ทั้งวัน น่ารักที่สุดคือพยายามลดพลาสติกมากๆ แม้แต่หลอดยังเป็นหลอดแก้ว รักมาก

    ครูตุ้ยและทีมงานจาก https://www.facebook.com/Deklennam สนุกสนานได้ความรู้และมีแพชชั่นในการถ่ายรูปมาก แต่ครูหาตัวเล็กไม่เจอนะ สายแลนด์สเคปกันไป

  • Test Post for WordPress

    This is a sample post created to test the basic formatting features of the WordPress CMS.

    Subheading Level 2

    You can use bold text, italic text, and combine both styles.

    1. Step one
    2. Step two
    3. Step three

    This content is only for demonstration purposes. Feel free to edit or delete it.

  • Test Post for WordPress

    This is a sample post created to test the basic formatting features of the WordPress CMS.

    Subheading Level 2

    You can use bold text, italic text, and combine both styles.

    1. Step one
    2. Step two
    3. Step three

    This content is only for demonstration purposes. Feel free to edit or delete it.

  • Test Post for WordPress

    This is a sample post created to test the basic formatting features of the WordPress CMS.

    Subheading Level 2

    You can use bold text, italic text, and combine both styles.

    1. Step one
    2. Step two
    3. Step three

    This content is only for demonstration purposes. Feel free to edit or delete it.

  • บ้านน้ำราบ ทะเลป่าเขาชมวิวแอดเวนเจอร์

    สงกรานต์ปีนี้วันหยุดไม่เยอะ งบประมาณยิ่งน้อยไปกันใหญ่ ไปไหนไกลมากไม่ได้เลยลงใต้กับเพื่อนๆ โร้ดทริปไปเรื่อยแบบค่ำไหนนอนนั่น (แต่วางแผนเส้นทางคร่าวๆ กับจองที่พักไว้ก่อนแล้วอะนะ) ถึงจะออกแนวพเนจรแล้วก็ตัดสินใจกันไปเรื่อยๆ ว่าจะทำอะไรดี แต่สุดท้ายก็ได้เที่ยวได้เล่นหนำใจไปเลยเหมือนกัน บ้านน้ำราบก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนเลย ก็กุ๊กเกิ้นกันสดๆ โทร.ถามวิสาหกิจชุมชนล่องแพบ้านน้ำราบ ว่ามีเรือพาเที่ยวไหมแล้วก็มุ่งหน้าไปเลย

    อยากรู้ว่าคนที่คิดไอเดียของการท่องเที่ยวทริปสั้นๆ ระยะเวลาราว 3 ชั่วโมงนี้เป็นใคร โคตรจีเนียสเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ทำได้ก็เพราะทรัพยากรเขาดีด้วย มาดูกันว่า เราจะล่องเรือ เดินเขา เข้าป่า เดินเตะขาในน้ำทะเลได้ยังไงหมดในเวลาแค่ 3 ชั่วโมง ก่อนเดินทางมาถึงทางผู้ประกอบการแจ้งว่า พวกเราควรต้องมาถึงก่อนบ่ายสาม “เพราะแสงจะหมด” เราที่เป็นสารถี ขับรถเช่าติดฟิล์มกันแดดบางแสนบางผ่าเปลวแดดเดือนเมษาจากพัทลุงที่เกือบถึงขอบด้านอ่าวไทย ข้ามมาตรังที่เกือบถึงขอบด้านอันดามันด้วยหูที่อื้อไปหมดเพราะเปิดแอร์เบอร์เบาไม่ได้เลยตลอดทาง พวกเราสี่คนตัวเหนียวเหนอะขอเข้าห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ารองเท้าสักนิด ก็เดินตามสองหนุ่มที่รอเราอยู่แล้ว พลางบ่นพึมพำไปว่า มันจะแสงหมดได้ยังไง ขนาดผิวที่ฉาบด้วยกันแดด SPF50 ยังแสบผ่าวๆ อยู่ขนาดนี้ จากนั้นพวกเราก็ไต่สะพานลงเรือหัวโทงสีสวยมีหลังคาที่พาพวกเราล่องไปตามกระแสน้ำมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าโกงกางหนาทึบกันทันที

    สิ่งแรกที่ผู้นำทางพาแวะคืออุโมงค์ป่าโกงกาง และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องมาถึงก่อนบ่ายสาม เพราะว่าแสงกำลังลงสวยเชียว ถ้ามาเย็นกว่านี้ อุโมงค์นี้จะมืดทึบและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงก็จะมีผลกับการเข้ามาเที่ยวในอุโมงค์ด้วย พี่คนขับกับน้องไกด์เด็กหนุ่มน้อยปล่อยพวกเราให้ถ่ายรูปกันอย่างสบายๆ พร้อมกับอธิบายประวัติของที่นี่ว่าจากที่เคยเป็นหมู่บ้านที่ตัดต้นโกงกางไปเผาถ่านขาย พวกเขาได้เปลี่ยนมาอยู่อีกฝั่ง กลายเป็นผู้อนุรักษ์ป่า จนป่าโกงกางที่นี่เติบโตหนาแน่น ยกพูรากสูงตามน้ำขึ้นน้ำลง บางกลุ่มก้อนก็ดูเป็นระเบียบ บ้างก็ดูระเกะระกะโก่งไปทางโน้น กางมาทางนี้ แต่ถึงยังไงสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติก็ยังมองแล้วเพลินตา และสีเขียวของป่าก็สวยสุดๆ แบบที่เราจะได้เห็นกันต่อไปจากมุมสูง

    เรือหัวโทงพาเราล่องไปตามแม่น้ำ ขนาบข้างไปด้วยป่าโกงกางหนาแน่นจนมองไม่เห็นแสงด้านหลัง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าอ่อนจางแบบหน้าร้อน เราไม่ได้คุยอะไรกันเพราะขี้เกียจตะเบ็งสู้เสียงเครื่องยนต์ สักครู่ใหญ่ๆ เราก็มาถึงท่าเรือที่เป็นไม้ไผ่ประกอบๆ ขึ้นมาพร้อมด้วยบันไดขั้นห่างๆ ชันๆ พอหวาดเสียว เราสี่คนปีนขึ้นไปบนชานพักที่ประกอบด้วยไผ่เรียงกันประมาณสี่ห้าลำ มีราวจับพอให้ทรงตัวแต่ถ้าพิงไปเต็มๆ คงไหลร่วงสู่ก้อนหินตะปุ่มตะป่ำด้านล่างไปตามๆ กัน จากนั้นเราเริ่มเดินเรียงเดี่ยวมุ่งหน้าสู่ภูเขากับน้องไกด์หนุ่มน้อย ทิ้งพี่คนขับเรือให้เอ้อระเหยเพลินอารมณ์รออยู่ในลำน้ำพร้อมเรือลำอื่นอีกสองสามลำ

    เส้นทางช่วงแรกที่มีสะพานไม้ไผ่แคบๆ ให้เดินผ่านก้อนหินน้อยใหญ่และเริ่มทิ้งป่าชายเลนไว้เบื้องหลังค่อยๆ เปลี่ยนไป สะพานไม้ไผ่ช่วงสุดท้ายหมดลง คราวนี้เราต้องเดินไปบนทางภูเขาซึ่งไม่ได้ยากเย็นจนท้อแต่มีโหนเชือกบ้างสลับเดินไต่ระดับ แต่มันร้อน มันอบอ้าวจนตัวชุ่มไปหมด ป่าที่หนาแน่นทำให้ลมแทบไม่พัด แต่ระยะทางเดินชมเขาจมป่านี้ ไม่ได้ยาวไกลจนเกินไป เหนื่อยแล้วก็พัก ถ่ายรูปกันเองหน้าเมือกๆ ที่อาศัยหยุดถ่ายรูปบ่อยเนี่ย ความจริงเนียนพักเหนื่อยต่างหาก เส้นทางที่วนอ้อมรอบภูเขาลูกน้อย ค่อยๆ หักชันสูงขึ้น และหินค่อยๆ แหลมคมมากขึ้น

    มีกลุ่มนักเดินทางกลุ่มหนึ่งสวนลงมา เด็กน้อยคนหนึ่งเดินบ่นกระปอดกระแปดว่าผู้ใหญ่เดินไม่แข็ง เราเงยหน้าที่มันย่องมองดูสีหน้าคนที่สวนลงซึ่งเหมือนจะเยินกว่าเราอยู่นิดหน่อย ส่งยิ้มอ่อนให้กำลังใจกันแล้วปีนป่ายต่อ ใช่แล้ว ช่วงหลังสุดก่อนถึงยอดเขาเราก็ต้องหยุดใช้คำว่าเดิน เปลี่ยนเป็นปีนๆ ป่ายๆ แทนอีกสองโค้ง

    บันไดลิงหนึ่งอันสุดท้ายพาเราขึ้นสู่จุดสูงสุดของเขาจมป่า แต่ยังต้องมุดโพรงหินไปอีกด้านถึงจะเห็นวิวตัวท้อป จุดนี้จะเป็นระยะที่แคบที่สุดที่ต้องสวนกันบนปลายสุดของบันไดลิง ค่อนข้างหวาดเสียวอยู่ เราขึ้นไปก่อนถึงได้เจอว่ามีอีกกลุ่มกำลังสวนลง เราคว้าได้ต้นไม้ต้นหนึ่งพอได้เอนหลบผู้คนพลางตะโกนบอกคนที่อยู่ในมุมลับตา ราวกับว่าเป็นวินมอไซจิตใจใฝ่บริการสังคมที่คอยช่วยโบกรถตามจุดคับขันที่คับแคบ

    พอมุดโพรงหินเท่านั้นแหละ วิวก็เปิดมาอย่างอลังการ แม่น้ำที่คดเคี้ยวแหวกกลางป่าโกงกางที่หนาแน่นจนเหมือนผืนพรมสีเขียวนุ่มฟูจนอยากเอามือไปลูบไล้ ตัดกับท้องฟ้าสดใสของหน้าร้อน นานๆ ทีมีเรือหัวโทงลำน้อย แหวกผิวน้ำผ่านไปตรงกลาง ดูเป็นออบเจคต์ชั้นดีของทิวทัศน์พิเศษนี้ บนยอดเขามีทั้งลมเล็กน้อยและแดดที่แผดกว่าด้านล่างอีกซักสิบเท่า และหินบนยอดเขาก็คมจนน่าจะกรีดผ้าขาดได้ ต้นไม้ทิ้งใบแห้งสองสามต้นที่ชิดขอบเขาเป็นโฟร์กราวนด์ให้ถ่ายรูปอย่างสวย เราค่อยๆ ปีนขึ้นไปถึงจุดวิวพอยต์ โชคดีไม่มีนักท่องเที่ยวอื่นอยู่พักใหญ่ๆ พวกเราเลยมีพื้นที่ใช้เวลากันอย่างสนุกสนาน น้องไกด์ควักกระเป๋า แจกเครื่องดื่มเติมน้ำตาลให้คนละขวด เราที่ไม่กลัวความสูง ยืนบนพื้นหินแหลมๆ คมๆ รู้สึกได้ว่าเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน เลยกล้าเข้าไปริมผาเพื่อวิวอันงดงาม แต่พอย่อตัวลงถ่ายรูปเพื่อนแล้วลุกขึ้นเท่านั้นแหละ วูบจ้ะ รีบถอยกลับเข้าสู่เขตปลอดภัยแทบไม่ทัน

    สมควรแก่เวลาก็เดินกลับลงมาที่เรือ มีนักท่องเที่ยวกับเรือลำอื่นที่ไม่เดินและรอเพื่อนอยู่ที่เรือด้วย ถ้าให้แนะนำคงต้องบอกว่า ถ้าจะไม่เดินแต่ต้องรอเพื่อน งั้นต้องเตรียมยากันยุง เพราะว่าป่ามันทึบ จะกี่โมงก็ดูเหมือนจะเป็นบรรยากาศที่เอื้อให้ยุงได้ออกหากินอยู่ดีแหละ

    เรือหัวโทงกับสองหนุ่มพาพวกเราสี่คนที่เหงื่อออกจนโชกชุ่ม มุ่งหน้าออกสู่ทะเลเพื่อชมทะเลแหวก ตอนนี้เราลงนอนราบที่หัวเรือ เอาเสื้อกันแดดคลุมหน้าเพราะหมดแรงจะทาซันบล็อกอีกรอบแล้ว ท้องฟ้าที่มองผ่านรูผ้าเล็กๆ ดูเหมือนโบเก้ที่กระพริบระยิระยับ ความสั่นน้อยๆ จากเครื่องยนต์เรือกับลมที่พัดทำเอาอยากหลับไปจริงๆ แต่ในที่สุดเรือก็จอดลงที่ลอนทรายกลางผืนน้ำเวิ้งว้าง เราลุกขึ้น หันหลังกลับไปมองเห็นพื้นหัวเรือเปียกเหงื่อเป็นรูปต้าวอ้วนขนาดใหญ่ นี่ถ้าเอาชอล์คมาขีดคงทำให้จินตนาการกว้างไกลไปอีก

    ทะเลแหวกตอนนั้น เป็นฤดูที่แมงกะพรุนถล่มทะเลไทยพอดี หาดทรายไม่ได้กว้างมากมาย เราเดินไปสุดแล้วเดินกลับมากันได้ในเวลาแค่ 5-10 นาที กลับเต็มไปด้วยซากแมงกะพรุนตัวใสขนาดใหญ่ พูนอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แอบคิดว่านี่มันเครื่องสุกี้ฟรีไม่ใช่เหรอครับเนี่ย ดีนะแค่คิด ไม่ได้ลองพกน้องกลับมาต้มด้วยจริงๆ

    เราเดินทางกลับมาถึงชุมชนบ้านน้ำราบในเวลารวมสามชั่วโมงนิดๆ อากาศตอนเย็นกำลังดี แต่น้ำลงมากซะจนเราต้องไปขึ้นจากเรืออีกจุดเพราะจุดที่ลงไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว เพื่อนบอกเหงื่อแห้งแล้วเดี๋ยวขึ้นรถเปิดแอร์ก็จะหิวข้าว ส่วนเราที่เปียกเหมือนลูกหมูตกหม้อ ขออาบน้ำไวๆ หนึ่งรอบก่อนเดินทางกันต่อไป

    ทริปนี้เป็นการตะลอนๆ แบบไม่ค่อยวางแผนแต่ดันได้ดูของดีเยอะไปหมด เอาไว้ครั้งต่อไปจะมาเล่าเรื่องที่เที่ยวอื่นๆ ที่ได้เจอได้ว้าวในการเดินทางครั้งนี้ก็แล้วกันนะ

  • อ่าวไข่ – ฮาร์ดีพ – โรงโขนโรงหนัง

    ช่วงปลายปี อากาศดีๆ แม้เศรษฐกิจส่วนตัวอาจจะรุ่งริ่งซักนิด ถึงยังไงการปะทะน้ำเองก็ต้องมี เพื่อสันทนาการ เพื่อเลี้ยงสกิล สำคัญที่สุดก็คือหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่แห้งเหี่ยวให้กลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง One day dive ที่เป็นไปได้ ก็คือแหล่งชลบุรีระยองบ้านเรานี่แหละ คิวนี้ยัยปิ่นจองไว้หลายเดือนแล้ว เวลาไม่ตรงกับสมาชิกคนอื่นไม่เป็นไร ไปกันสองคนก่อน แต่เราสองคนจับคู่กันแล้วมันวินาศมาหลายต่อหลายทริปทะเล ไปคราวนี้ก็เลยไม่เช็ค ไม่สน ไม่คาดหวังอะไรกับสภาพอากาศเลย ถ้าเรือออกได้มันต้องมีฉันติดสอยห้อยไปด้วยดั่งเพรียงดื้อด้านที่เกาะก้นเรือแน่น

    ละแวกชลบุรีระยองนี้ ร้านหรือโรงเรียนดำน้ำแต่ละแห่งต่างก็มีคอนแทคต์กับเรือบางลำหรือหลายลำ เราติดต่อ Fundive TED ที่ดีลมาได้เรือ The Shark ซึ่งมีท่าเรือเป็นของตัวเองที่จอดรถได้ตรงนั้นเลย มีคาเฟ่น่ารักๆ ด้วย เสียดายไม่มีเวลาไปนั่งแหมะ การจัดการในเรือ The Shark ดีเลย ถึงจะเป็นเรือขนาดไม่ต่างกับเจ้าอื่นๆ แต่เห็นได้ว่ามีการแก้ปัญหาที่ Pain point หลายอย่างไว้แล้ว ที่เราชอบมากคือ โต๊ะมีมากพอ โต๊ะมีช่องหลุมหัวท้าย สบายใจดีไม่ต้องกลัวพวกมือถือหล่นเวลาเรือโคลงเคลง ที่ชั้นล่างก่อนแต่งตัวลงน้ำ มีชั้นที่เต็มไปด้วยช่องเล็กๆ แปะป้ายชื่อของเราด้วยเทปกาว มีผ้าขนหนูแบบบางให้คนละผืน และช่องนั้นเราสามารถใส่ของเล็กๆ น้อยๆ ได้ (ก่อนดำน้ำมันจะมีของที่ติดมือมา เช่นกิ๊บติดผม ขวดซันบล็อก หรือน้ำยาฟิล์มแว่นเป็นต้น ถ้าไม่มีช่องใส่ อาจจะต้องวิ่งกลับไปเก็บชั้นบนหรือไม่ก็กองๆ ไว้แล้วของก็หายไปในที่สุด) เราปลื้มใจช่องนี้มาก

    อีกอย่างที่ชอบคือ บนเรือจะมีน้องแอดมินน้อยคนนึง ที่มันคอยเช็คชื่อคนลงน้ำกับขึ้นจากน้ำ พร้อมถามอากาศในถัง ก่อนและหลังการดำ เรามองว่ามันดีว่ะ มันเป็น Safety อีกชั้น ที่เราจะมั่นใจได้ว่าเรือจะไม่กลับไปโดยที่เรายังอยู่ก้นทะเล แล้วการถามอากาศมันทำให้เราต้องทวนตัวเองว่า ตะกี้เปิดถังยังนะ แต่แอบบ่นตอนขาขึ้นนิดเดียวว่า น้องมันไม่ยอมให้เรากลับ (เอาถัง) ลงหลุมก่อนจะตอบว่าอากาศเหลือเท่าไหร่ ไม่ว่าเราจะไต่ขึ้นบันไดมาในสภาพไหน มันจะยืนขวางพร้อมปากกาจรดบอร์ดในมือ เราต้องทนขาสั่นดิ๊กๆ ดูเกจแล้วตอบอากาศมันก่อน ไม่งั้นมันไม่ยอมให้กลับลงหลุมจริงๆ

    สิ่งที่ไม่ชอบคือ เรือ The Shark ยังให้กินน้ำขวดพลาสติกอยู่แฮะ ไม่มีถังกดน้ำให้ อันนี้ครูเราก็แอบบ่นเหมือนกัน หวังว่าวันหน้า The Shark จะค่อยๆ ปรับแก้ต่อไป

    50th Dive

    ไดฟ์ที่ 50 มาถึงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไดฟ์แรกเช็คไดฟ์กันเบาๆ ที่ไดฟ์ไซต์อ่าวไข่ ครูของเราวันนี้ชื่อครูเก่ง โดยลูกทีมมีแค่เราสองคนเท่านั้น ครูให้ประกอบอุปกรณ์เองตั้งแต่ยังแห้งๆ ออกมาจากกระเป๋าที่ครูหิ้วมาวางแหมะ ระหว่างนั้นก็เก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติมที่ไม่เคยรู้มาก่อนเช่นเคยในทุกครั้งที่ได้เจอครูคนใหม่ๆ เช่น คนไม่มีอุปกรณ์ของตัวเองอย่างเรา ควรเช็คชุด BCD เช่าทุกครั้งสำหรับแต่ละรุ่นที่มันต่างกันไป เช่น Dump valve อยู่ตรงไหนบ้าง รุ่นที่เราได้ใช้วันนี้ สามารถดึงสาย Inflator แรงๆ เพื่อให้มันทำตัวเป็น Dump Valve ได้ด้วยว่ะ ตอนลองเรกูเลเตอร์ พบว่าเหมือนลิ้นวาล์วข้างในมันบัง ทุกครั้งที่หายใจเข้ามันต้องออกแรงต้านมากเป็นพิเศษ ครูบอกมันแห้งน่ะ ลงน้ำไปคงหาย

    พอลงน้ำจริงๆ สรุปไม่หาย ครูเลยบอกให้คาบ Alternate Air Source สายสีเหลืองแทน ไดฟ์ที่ 50 ของอิฉันก็เลยได้มีความพิเศษเช่นนี้

    ไดฟ์ไซต์อ่าวไข่ มีลักษณะเป็นลานทรายกว้างๆ ไม่ค่อยมีอุปสรรคมากนัก แต่ถึงแม้อากาศข้างบนจะสดใสเป็นบ้า แต่โลกใต้น้ำมีกระแสพอสมควร มองตะกอนฟุ้งๆ ลอยผ่านเพื่อน ทำให้รู้สึกเหมือนมีเอฟเฟคต์ลวงตาว่าเรากำลังพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ลงไปและปรับตัวได้ ครูเก่งก็เริ่มหาตัวเล็กให้ดูทันที ใครบอกงมเข็มในมหาสมุทรเป็นเรื่องยาก อยากบอกให้ลองมาหานูดี้ดูนะ

    แม้แลนด์สเคปจะเวิ้งว้าง แต่เราก็ได้เจอตัวเล็กตัวน้อยหลายตัวด้วยฝีมือการหาสัตว์ของครู ใครที่ชอบค้นในเน็ต อาจจะเจอรูป Sea Slug เจ้าทากทะเลหน้าตาแปลกประหลาด สีสดสวยมากๆ อยู่เต็มไปหมด อยากจะบอกว่ามันถ่ายโคตรยากเลยโว้ย เพราะพวกมันตัวเล็กมากๆ เราที่เคยเกาะจอดูรูปน้องแกะของคนอื่น พอมาวันนี้เจอน้องแกะของจริง คือมันมองดีเทลด้วยตาเปล่าไม่เห็นค่ะ น้องเป็นแค่ก้อนตุ่มสีเขียวๆ ที่อยู่บนใบสาหร่ายเขียวแหว่งเว้าที่เติบโตโดดเดี่ยวอยู่ที่พื้นทะเลย ใครจะคิดว่าเปิดโหมดมาโคร (แล้วกระเสือกกระสนทำให้ตัวนิ่งที่สุด เพื่อแลนดิ้งไปใกล้ๆ ใบสาหร่ายแล้วกดชัตเตอร์มันไปเยอะๆ มันจะติดบ้างแหละซักรูป) แล้วจะเห็นว่าน้องน่าตาน่ารักขนาดนี้

    Costasiella spp.
    น้องแกะ หรือ Nudibranch Costasiella spp.

    Zebra Crab หรือ Zebrida adamsii ที่อาศัยอยู่ร่วมกับหอยเม่นแบบหนามสั้นๆ

    ประมาณ Slug worm, Marine worms อะไรทำนองนี้แหละ ตัวเล็กมากๆ

    น้องกระต่าย Sea bunny หรือ Jorunna parva

    ทริปนี้เราเจอน้องกระต่ายหลายตัว แต่ถ่ายโฟกัสไม่เข้าซักตัว เสียดายความน่ารักปุ๊กปิ๊กของน้องจริงๆ แต่ทากทะเลถึงจะน่ารักยังไง อย่าได้คิดเอามาเป็นสัตว์เลี้ยงนะ มันเลี้ยงไม่ได้ ท้ายๆ ไดฟ์เวลาที่ Air ในถังเริ่มน้อยลง ถังจะเบาแล้วเราจะทำให้ตัวจมได้ยากขึ้น ครูแว้บเอาตะกั่วที่เผื่อมาเติมใส่กระเป๋าขวาให้ทำให้จมตัวได้ดีขึ้นทันที แต่ก็ปวดหลังทันทีเช่นกัน (อันนี้คือออฟฟิศซินโดรมเรื้อรังน่ะนะ) หลังจากไดฟ์นี้ ขึ้นมาก็บอกครูว่า ขอไม่เติมแล้ว จะพยายามจมเองให้ได้ดีกว่า

    ไดฟ์นี้คนลงน้อย บรรยากาศดี ไม่พบเจอใครทั้งนั้น ดำกันอยู่สามคนจนขึ้นเลย

    51st Dive

    ไดฟ์ไซต์เรือจมสุทธาทิพย์ หรือ Hardeep เอาล่ะ ทีนี้หนังชีวิตละแหละ ฮาร์ดีพเป็นเรือกลไฟที่โดนระเบิดจมตะแคงตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เกือบๆ จะร้อยปีแล้ว และเป็นตัวท้อปของย่านนี้ ลงได้เฉพาะ Advance Open Water ขึ้นไป เรารู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะลำบากลำบน แต่ของอย่างนี้ ไม่โดนกับตัวไม่รู้สึก ก็ว่าทำไมพวกร้านดำน้ำถึงได้ต้องเช็คตารางน้ำขึ้นน้ำลงกันขนาดนั้นสำหรับจะแพลนการลงไซต์นี้

    เราขอเปลี่ยน Octopus เพราะใช้สายเหลืองแล้วมันเหนื่อยคาบมาก มันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะคาบสบายเลยกัดซะแน่นเลย พอได้อันใหม่ก็ใช้สายดำได้ตามปกติ

    ครูเก่งบอกว่า เราจะขึ้นและลงด้วยเชือกทุ่นเส้นเดิมนะ ครูบรีฟว่า กระแสน้ำที่นี่โดยมากมันก็จะแรงแบบนี้ทั้งปี แล้วเดี๋ยวเราจะดำกันแบบไม่ติดดีคอม ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถขึ้นสู่ผิวน้ำได้เลยโดยไม่ต้อง Safety Stop ถึงจะดำมาเกินครึ่งร้อย เราก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่า มันคืออะไร

    ทุ่นลอยเป็นวัตถุโปร่งเบารวมๆ เอาตาข่ายคลุมแล้วรวบเป็นก้อนขนาดใหญ่ลอยตุ๊บป่องอยู่เหนือผิวน้ำ เชือกทุ่นเป็นเชือกขนาดหนาเกือบเท่าข้อมือ ทันทีที่ลงน้ำและเกาะเชือก ครูก็ทำสัญญาณให้ไต่เชือกลงไป

    แหมอยากจะถ่ายรูปตอนนั้น แต่ถ่ายไม่ได้ ฟองอากาศจำนวนมหาศาลของคนด้านล่างที่เกาะอยู่ที่เชือกเส้นเดียวกัน ตีหน้าเราอย่างรุนแรงจนน้ำเข้าหน้ากาก แล้วก็สำลักเยอะมาก เราพยายามเบี่ยงตัวออกจากกลุ่มฟองอากาศ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่เกาะอยู่ด้านล่างมีจำนวนเยอะมากๆ เรางงว่า ก็แล้วทำไมไม่ลงไปล่ะวะ ไอ้ปิ่นที่เกาะอยู่ข้างๆ รู้ตัวก่อนหรือมีคนลากมันไปก็ไม่รู้ มันเลยข้ามฝูงคนพวกนั้นแล้วไต่เชือกลงไป เราเลยไต่ตาม แล้วก็นึกได้ว่า อ๋ออออ พวกนั้นคือคนที่ทำ Safety Stop ตอนกำลังขึ้นนั่นเอง

    ความฮอตของไดฟ์ไซต์นี้ และความที่ทุกคนดูตารางน้ำจากแอพเดียวกันเพื่อเลือกเวลาที่กระแสน้ำแรงน้อยที่สุด ทำให้มีเรือหลายลำพานักดำน้ำมารวมตัวกันที่นี่ พอไต่เชือกพ้นมวลมหาประชาชีได้ ทุกอย่างก็สงบลงอย่างที่มันควรจะเป็น เราเคลียร์หน้ากาก ปรับจิตใจซะใหม่ เพราะตอนสำลักน้ำไปอึกสองอึกเริ่มรู้สึกไม่โอเคขึ้นมา เชือกทุ่นทอดตัวยาวถึงก้นทะเล แล้วยึดโยงไว้กับเหล็กผุพังส่วนหนึ่งของท้ายเรือ แล้วครูเก่งก็พาเราดำด้านหนึ่งของเรือที่ใช้ตัวเรือบังกระแสน้ำไว้

    น้ำขุ่นและเราลงลึกมากจนวิสัยทัศน์ไม่ค่อยดี เราร่อนตัวเลียบโครงเรือด้านนอกอย่างใกล้ชิดจนไม่ได้ถอยออกมามองดูว่ามันใหญ่โตขนาดไหน ครูเริ่มต้นฉายไฟหาตัวเล็ก ไฟฉายที่เติมสีแดง สาดไปตรงไหนก็สร้างความสดใสตรงนั้น ปกติเราไม่เปิดไฟฉาย เพราะรุงรังกล้องอยู่แล้ว แต่ถ้าไดฟ์ไซต์ที่มืดๆ มัวๆ แบบนี้ เราจะเปิดไฟฉายแล้วห้อยไว้เผื่อใช้ และเพื่อให้บั๊ดดี้และครูมองเห็นชัดๆ ด้วย

    ครูพาเรามุดเข้าไปด้านในเล็กน้อย นักดำน้ำมากมายว่ายเฉียดกันไปมา ครูเลยพามุดออกแล้วดำเลียบอีกด้าน ลอยตัวขึ้นเหนือซากเรือเพื่อชมสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยที่ไปเติบโตอยู่บนพื้นผิวที่เต็มไปด้วยสนิมหนาเขรอะๆ มีนักดำน้ำหญิงเดี่ยวหนึ่งท่าน มาป้วนเปี้ยนอยู่กับกลุ่มเรา เราไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่เพราะมันสับสน ปกติแล้วถ้าไม่ได้เรียนถึงขั้นสูงจริงๆ นักดำน้ำจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำคนเดียว ยังไงต้องมีครู และต้องมีกลุ่ม แต่ถ้ามีใครดำเดี่ยวแล้วมาแจมกลุ่มเราเนี่ย เป็นไปได้ว่าเขาหลง เราจะคิดสับสนว่า เขาจะอยากได้ความช่วยเหลือไหม หรือเขาแค่ไม่แคร์กลุ่มของตัวเองแล้วฉีกออกมาดูอะไรตามใจชอบคนเดียว ใดๆ ก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะนี้จะทำให้เราเสียสมาธิ วอกแวกพอสมควรเลย

    จากนั้นไม่นานครูก็ทำสัญญาณมือว่าจะพาขึ้นไปทำ Safety Stop ตอนที่เวลาเพิ่งผ่านไปครึ่งชั่วโมงเอง ปกติเราจะเสียดมเสียดาย เพราะอยากอยู่นานๆ แต่สำหรับไดฟ์ไซต์นี้ รู้สึกว่า ขึ้นก็ได้วะ เหนื่อยอยู่เหมือนกัน แล้วครูก็ดูเข็มทิศแล้วมุ่งหน้าดำดิ่งลงไปในความลึก น้ำที่ขุ่นและแรงมากทำให้เรากับปิ่นตีขาตามครูไม่ทัน ทันทีที่ครูพ้นสายตาไปในความเวิ้งว้างของท้องทะเล เราก็จับแขนไอ้ปิ่นไว้ก่อน เพราะว่าหลงกับครูแล้วหนึ่ง อย่าให้ต้องหลงกับบั๊ดดี้

    เราสองคนหยุดว่ายน้ำ แล้วเราก็เริ่มเอาไฟฉายมาแกว่งวาบๆๆ สาดไปในน้ำ ถ้าครูหันมาจะเห็นเลยว่า ไอ้สองตัวนี่หลงแล้ว แต่ครูก็ไม่กลับมาซะที บุยยันซีกับทิศทางของเราก็ไม่ได้ดีขนาดจะอยู่กับที่รอครูได้ เราเหลียวซ้ายแลขวา หันไปเห็นเชือกทุ่นเส้นดีเส้นเดิม ดู Dive comp พบว่าเราอยู่ที่ระดับ 14 ม. เราเลยลากแขนไอ้ปิ่นไปเกาะเชือกทุ่นรอครูกันดีกว่า เพราะคิดว่าครูจะต้องไปเริ่มต้นที่เชือกทุ่นด้านล่างนี่แหละ เกาะรอไว้นิ่งๆ ก็คงโอเคแล้ว

    อยู่ๆ มีกระทาชายเสื้อเหลืองท่านนึง ดูเหมือนจิตอาสา ช่วยลากแขนไอ้ปิ่นกับเราไปเกาะเชือกทุ่นในลักษณะส่งขึ้นสู่ความสูง เราสบตาเขา ส่งสายตาแบบว่าสถานการณ์ไม่ปกติไป เขาเหมือนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหัวดิ่งลงไปตามสายเชือก เราเข้าใจว่าเขาน่าจะอยู่เรือลำเดียวกับเรา รู้ว่าทีมเรามีครูอีกคน เราเชื่อว่าเขาจะไปตามครูให้ จากที่คิดว่าจะเกาะเชือกทุ่นอยู่นิ่งๆ มันยังไงไม่รู้สาวขึ้นไปอีกเล็กน้อย ก็ไปเจอความชุลมุนขนาดใหญ่ที่จุด Safety Stop

    คราวนี้ ไอ้ปิ่นหาซอกที่เอานิ้วหนีบได้ที่ระดับนึง แล้วก็ก้มหน้าดูไดฟ์คอมพ์ของตัวเอง ส่วนเราหาที่เกาะไม่ได้ บวกกับถูกมหาชนผลักไปมาก็ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เสียงถังกระทบกันก๊องแก๊ง สุดท้ายเราขึ้นสู่ผิวน้ำโดยไม่ได้ทำ Safety Stop แล้วภาพสุดท้ายก่อนขึ้นจากน้ำเห็นแต่ไอ้ปิ่นแล้วก็ยังไม่เห็นครูด้วย ตอนนี้คือกังวลมากว่าครูจะตามหาอย่างยากลำบากขนาดไหนนะ ที่ก้อนทุ่น นักดำน้ำอีกสี่ห้าคนพุ่งตัวขึ้นมาตามหลังเรา เขามาจากเรือลำอื่น และเป็นกลุ่มเดียวกัน เขาไล่เราออกจากทุ่น “ออกไปครับ ออกไป” เราบอกว่ารอเพื่อนค่ะ เพื่อนยังไม่ขึ้นมา เขาก็ตะคอกอีก “ออกไป ออกไปจากทุ่น”

    เราโดนตะคอกแบบจริงจังเลยลอยตัวออกมา แต่สายตายังมองกลับไปแถวๆ ทุ่นรอเพื่อน แล้วคนดีกลุ่มนั้นก็จับตัวรวมกันอยู่แถวๆ ทุ่นที่ไล่เราออกมาแล้วคุยกันว่าพวกเขาก็รอเพื่อนอีกคนนึง โอเค คนทุกประเภทก็มีอยู่ทุกวงการจริงๆ อะเนอะ

    จนไอ้ปิ่นขึ้นมา เราสองคนเกาะเชือกเรือดิงกี้ที่เซอร์วิสลากนักดำน้ำไปส่งเรือใหญ่ (ตรงนี้เป็นอะไรที่ทุ่นแรงได้ดีมาก) เรายังตกใจอยู่เพราะครูไม่ขึ้นมาซักที ไอ้ปิ่นบอกว่ามันเห็นครูแล้ว แต่น้ำเข้าหน้ากากอยู่เลยไม่สามารถเรียกครูได้ เราขึ้นมาปลดอุปกรณ์นั่งรอ ครูตามขึ้นมาในซักหนึ่งถึงสองนาที เรานี่ยกมือไหว้ขอโทษครู ที่กลายเป็นว่าเราหาครูไม่เจอเลยลากเพื่อนขึ้นมาซะเฉยๆ ครูเล่าว่าว่ายกลับไปหาถึงที่เรือตั้งสองรอบ แต่ครูบอกว่าไม่เป็นไรๆ แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงครู ครูรอดอยู่แล้ว อันนั้นเข้าใจ แต่ครูจะตกใจแค่ไหนเวลาลูกทีมหาย อันนี้ต่างหากที่เป็นห่วง

    ไดฟ์ไซต์นี้นอกจากจะมีวีรกรรมแล้ว ยังทำลายสถิติความลึกที่เราเคยลงมาด้วย ไดฟ์คอมพ์แจ้งว่าเราลงไป Max สุดที่ 27.4 ม.

    52nd Dive

    ปิดท้ายวันด้วยไดฟ์ไซต์โรงโขนโรงหนัง กลับสู่ความชิวๆ อีกครั้งกับไดฟ์ไซต์ไถทรายหาตัวเล็ก บวกกองหินกับปะการังอีกนิดหน่อย มือที่ได้รับบาดแผลจากความชุลมุนที่เชือกทุ่น แสบจี๊ดจ๊าดตอนกลับลงทะเลอีกรอบ น้ำขุ่นและมีกระแสเหมือนอ่าวไข่ บั๊ดดี้ปิ่นที่ลอยตัวชิวๆ ครูที่ฉายไฟอย่างพินิจพิเคราะห์ตามกิ่งก้านของพืชแปลกๆ ใต้น้ำ เราหาตัวอะไรไม่ค่อยจะเป็น เลยฝึกบุยไปพลางๆ แล้วก็คิดว่า สามไดฟ์มันน้อยไป ถึงจะเหนื่อย ถึงจะปวดหลัง และถึงจะแสบแผล แต่ก็อยากดำอีก โชคดีที่อาทิตย์หน้าเราจะไปหินเพิงอีกรอบแบบ One day dive อีกเช่นกัน คิดแบบนี้แล้ว ก็ไม่ต้องเศร้าจนเกินไป แค่ต้องขับรถสู้ชีวิตก็แค่นั้น

    ผลงานของไดฟ์นี้

    ทากหนามม่วง หรือ Flabellina rubrolineata
    Painted Hypselodoris น้องเกาะได้สวยอำนวยความสะดวกให้ช่างภาพมือใหม่ไร้การทรงตัวมากๆ
    (หาชื่อน้องไม่เจอ ติดไว้ก่อน เจอเมื่อไหร่ไว้มาแก้ทีหลัง)
    ทากเปลือยปุ่มส้ม หรือ Ocellate Phyllidia
    Hypselodoris pulchella หรือ Goniobranchus aureopurpureus?
    (ไม่แน่ใจ หน้าตามันเหมือนตัวนั้นติดตัวนี้หน่อย)
    อีนี่ไม่รู้เลยว่าคือตัวอะไร ครูให้ถ่ายก็ถ่าย ตัวมันน่าจะแข็งๆ ตัวเล็กมากๆ เกาะแน่นเลย
    ตัวนี้ตัวเดียวที่ไม่ได้ถ่ายเอง เพราะดูไม่ออกว่าไหนทาก นึกว่าเป็นเงาดำซะอีก
    นี่ก็หาชื่อไม่เจอ ยอม.
    ปิดท้ายด้วยน้องกระเบน อันเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เราได้เจอในทริปนี้แล้ว
    (และดูน้ำขุ่นๆ นั่นสิ)

    ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องขึ้นจากน้ำ ถังออกซิเจนที่ถูกใช้ไปเกินครึ่งเริ่มเบา ทั้งเราทั้งไอ้ปิ่นลอยตุ๊บป่องแซงซอสเสจขึ้นไปสู่ผิวน้ำแต่พยายามไต่ตามสายซอสเสจกลับลงมาทำ Safety Stop ปรากฏว่าครูดึงไม่ไหวเลยขึ้นมันหมดทั้งสามคน โอ๊ย ชั้นจะบ้าตาย ครูบอกว่า เป็นไรกันอะ ไดฟ์สุดท้ายลอยตุ๊บป่องกันหมดเลย เราหัวเราะคริๆ สงสัยจะกินเข้าไปเยอะ

    เรือ The Shark ลอยตัวอยู่ห่างไปเล็กน้อย ขับมารับเราแล้วมุ่งหน้ากลับฝั่งโดยทำเวลาได้ดีมาก เราอาบน้ำสระผมทำตัวแห้งๆ หอมๆ เตรียมกินอาหารเย็น ครูเก่งแนะนำมาร้านนึง แต่มันไม่ติดทะเล แล้วบรรยากาศวันนั้นมันดีมาก เลยเลือกร้านที่อยู่ละแวกเดียวกันแต่มีบรรยากาศติดสะพานและพระอาทิตย์ตกยามเย็นให้เสพไปพร้อมๆ กับมื้อค่ำ อากาศดีแสนสบาย แต่อาหารทุกอย่างเด่นเปรี้ยวหมด เราสองคนก็พึมพำกันว่า เราปากเค็มมากไปหรือมันเป็นสไตล์ของร้านนี้กันแน่ฟระ พออิ่มหนำ เติมคาเฟอีนซักแก้วแล้วก็บึ่งกลับ กทม. กันเลย ถึงเวลาน้อยก็ลอยคอในน้ำได้ถ้าใจสู้ และคอลลาเจนข้อเท้ายังไหวนะจ๊ะ

    Diving Data

    25 Nov 23
  • การเดินทางของเมอร์เมด

    ข้อดีของการมีชีวิตอยู่ยาวนาน (หรือเรียกแบบไม่ปรานีก็เรียกว่า “แก่”) คือเรื่องเล่ามันจะเชื่อมโยงพาดไปมาและลึกซึ้งด้วยกาลเวลาที่หมักบ่ม คนเราเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ก็มีบางอย่างคงเดิมเสมอด้วยเช่นกัน วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเรา กับการดำน้ำลึก หรือ Scuba Diving ซึ่งเดินทางกันมายาวนานอย่างกระท่อนกระแท่นเดี๋ยวเบาเดี๋ยวผ่อน สิบกว่าปีผ่านไป จนมาถึงวันนี้ วันที่นึกอยากติดหางที่ปลายขา แลกมาด้วยการงดส่งเสียงและเงินพอสมควร ก็จะพุ่งตัวลงน้ำได้ตามอัธยาศัย แต่สปอยล์ไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไม่มีเจ้าชายนะ

    สิบกว่าปีก่อน โดนพี่เจนป้ายยาหลังจากไปสนอร์คเกิลลิ่งที่หมู่เกาะสุรินทร์ว่า ต้องเรียนสกูบ้านะ มันจะดีกว่านี้อีก ตอนนั้นโดนป้ายพร้อมกันกับนังปิ่นเพื่อนวิศวะ คำว่าสกูบ้ามันก็เลยวนๆ อยู่ในหัว สุดท้ายเราสองคนก็ไปหาโรงเรียน เรียนกันไปจริงๆ แต่ตอนนั้นเราเลือกเรียนในกรุงเทพฯ (สมัยสาวๆ บ้างาน ไม่ยอมลางานทีละหลายวัน) ทำให้การเรียนในห้องเรียนสัปดาห์ละ 1 ชม. มันทอดตัวเนิ่นนาน ทฤษฎีแน่นโคตรที่ส่งผลชนิดไม่ดีต่อการปฏิบัติภาคสนาม เริ่มมาก็รู้เลยว่า กูห่วยในวิชานี้แน่นอนค่ะซิส

    อาการแพนิคเริ่มตั้งแต่ลงสระว่ายน้ำ และกว่าจะเรียนแต่ละสกิลผ่านมาได้ก็แสนจะขลุกขลัก กลัวมันไปหมดทุกอย่าง ตอนสอบ เราไปสอบที่แสมสาร โอ้โห.. ศูนย์รวมความบรรลัยเลยวันนั้น น้ำขุ่น ทะเลมีคลื่น ไม่มีสัตว์ให้ดูยกเว้นดงหอยเม่น เจ็ตสกีวิ่งว่อนที่ผิวน้ำ กว่าจะจมตัวลงไปได้ หนังชีวิตมากๆ พอลงไปแล้ว ทัศนวิสัยต่ำเตี้ยมองเห็นแค่บั๊ดดี้นังปิ่นที่หนาวตัวสั่น ครูสั่งให้รอ ครูจะไปสอบนักเรียนคนอื่นก่อน ซึ่งจริงๆ คงไม่ไกลแหละ แต่น้ำมันขุ่นมาก มองไม่เห็น ได้แต่ยืนจับเชือกมองหน้ากันอยู่สองคน นังปิ่นหนาวสั่นจนจับเชือกเขย่าแมกนิจูดเกือบครึ่งเมตร (อยู่ในน้ำทุกอย่างขยาย 30% แหละ) เราถามตัวเองซ้ำๆ ว่า เราจะได้เห็นแสงตะวันอันอบอุ่นอีกครั้งก่อนตายไหม อันนี้คือความรู้สึกจริงๆ ไม่ได้เอาฮานะ มันกลัวขนาดนั้นเลย

    1st-4th Dive

    สี่ไดฟ์ทั้งสอบทั้งว่ายเล่นชมดงหอยเม่น เรามีอภินิหารหมดสติใต้น้ำไปหนึ่งครั้ง โดนครูกด reg ใส่หน้าไปที รู้สึกตัวขึ้นมาตาใส การลอยตัวห่วยมากจนตกใส่ดงหอยเม่นไปรอบนึงในท่าคว่ำ โดนปักเต็มข้อเท้า น้ำตาไหลในหน้ากากคนเดียวเงียบๆ จากวีรกรรมทั้งหลายในที่สุดเราก็ได้บัตร Open water ของ PADI มา แต่ครูบอกอย่าไปดำกับคนอื่นนะ เดี๋ยวตาย ให้กลับมาฝึกกับครูก่อน จนมาถึงวันนี้ เราคิดว่าเราพื้นฐานอาจจะห่วยจริง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูไม่คลิกด้วย ใดๆ คือขณะนั้นก็เชื่อตามที่ครูบอก ซึ่งในความหมายที่เราแปลได้คือ มึงไม่ต้องดำน้ำ มึงหยุดไว้แค่นั้นเลย ได้บัตรมาก็เลยเก็บใส่ลิ้นชักไว้เฉยๆ แถมเก็บบัตรเพื่อนเอาไว้ด้วย ชั่วไปอีก

    เก้าปีผ่านไป

    ย้ายบ้านแล้วหนึ่งครั้ง กับข้าวของมหาศาล บัตร PADI ทั้งสองใบก็ยังไม่หาย นังเพื่อนปิ่นก็ชิวซะจนแทบไม่ทวงถามเลยว่า มึงหลอกกูไปเรียนทำไม ถ้าเรียนแล้วมึงจะไม่กลับไปดำน้ำอีก เก้าปีผ่านไป มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตเยอะมาก ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหลายรอบ เขาบอกว่าคนเรายิ่งแก่ยิ่งกลัว แต่ข้อสันนิษฐานนี้ใช้ไม่ได้กับเรา เรายิ่งอยู่นานยิ่งรู้สึกกลัวน้อยลงเรื่อยๆ วันนึงก็เกิดคิดถึงการดำน้ำลึกขึ้นมาเฉยๆ พอไปเจอแพ็คเกจสู้โควิด (ตอนนั้นเพิ่งหมดซีซั่นแรก) ที่มนต์ทะเล เกาะเต่า ราคางดงามมาก รวมที่พักและดำน้ำแบบ Discover Scuba Diving (DSD) เลย ก็เลยกลับไปถามเพื่อนว่า เรามาหวนคืนท้องทะเลลึกกันไหม

    DSD คือโปรแกรมสำหรับคนที่ยังไม่เคยเรียนจบมาก่อน จริงๆ เราควรจะไป Refresh แล้วก็ Fun Dive ต่อได้เลย แต่เราไม่อยากวนกลับไปทำสกิลต่างๆ อีกแล้ว (เกลียดสุดคือถอดหน้ากากออกที่ก้นทะเลแล้วใส่กลับไปใหม่ พร้อมเคลียร์หน้ากากไล่น้ำออก) เราเลยลองเลือกไป DSD แทน อยากรู้ความรู้สึกว่าหายกลัวไปบ้างรึยัง

    ตอนไป DSD น่าจะเป็นช่วงเปิดสู่โลกหลังล็อคดาวน์รอบแรก เราอ้วนสุด maximum ของชาตินี้แล้ว แม่งไม่จม ถ่วงตะกั่วไป 11 ก้อนจนแทบไม่มีที่ร้อยกับเข็มขัด ด้วยปริมาณตะกั่วขนาดนี้ เรียกว่ากลับมาทบทวนชีวิตเลยล่ะ ช่วงนั้นเคยประกาศไว้ว่า ถ้าวันใดเกิดเหตุการณ์ฉันเสียชีวิตเพราะจมน้ำ ขอให้มั่นใจว่าเป็นการฆาตรกรรม เพราะฉันไม่จมโว้ย โปรแกรมนี้หลังจากเซ็นใบ disclaimer แล้ว คุยทฤษฎีกันนิดหน่อยแล้วทดลองลอยตัวในสระ อย่าว่าแต่วิธีประกอบอุปกรณ์เลย แม้แต่ชื่อเรียกอุปกรณ์ยังจำไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้พบคือความกลัวมันหายไปเยอะมาก เรารู้สึกสบายๆ กับการฝึก ถึงตอนนั้นจะอ้วนมากซึ่งส่งผลกับ Buoyancy แต่ก็ยังพอไหว เพราะได้มาเจอคนที่ปลดล็อคความกังวลในใจให้เป็นคนแรก คือครูยูกิ

    ครูยูกิเป็นหนุ่มน้อยที่รักการดำน้ำจนมาทำงานอยู่เกาะเต่า ผ่านโควิดมาอีกหลายซีซั่น ตอนนี้ครูยูกิไม่อยู่ที่มนต์ทะเลแล้ว ไม่ว่าวันนี้ครูยูกิจะอยู่ไหน อยากจะขอบคุณคำพูดที่ปลดล็อคคำนั้น ครูยูกิบอกแทบจะคำแรกๆ ของการบรีฟว่า ตอนลงไปในน้ำมันจะอึดอัดหน่อยเพราะเราไม่เคยชิน แต่อย่าลืมว่า เรายังขึ้นมาได้เสมอ ขอให้อดทนอีกแค่นิดเดียว อย่าเพิ่งพุ่งขึ้นมา คำว่า เรายังขึ้นมาได้เสมอ มันตอบคำถามเมื่อเก้าปีก่อนที่เราเฝ้าถามตัวเองว่า เราจะได้กลับมาเห็นแสงอาทิตย์อันอบอุ่นอีกไหม เหมือนครูยูกิขึ้นไทม์แมชชีนไปบอก นังแอ้ในเก้าปีก่อนว่า ได้สิ ได้เสมอ ไม่ต้องกลัว จากนั้นเราก็รู้ตัวเลยว่า เราไม่กลัวน้ำลึกอีกต่อไปแล้ว

    2 ไดฟ์ DSD

    เราโดนหิ้วเป็นหมากระเป๋า เพราะลอยตัวเองได้ห่วยมาก ในขณะที่นังปิ่นลอยตัวสบายๆ เหมือนเก้าปีที่ผ่านมาได้ไปดำน้ำมาบ่อยๆ งั้นแหละ นางแกร่งจริง ต้องยอมนางเลย หลังจากยัดตะกั่วไปรอบตัวจนเสียสมดุลไปหมด ครูเจมส์ก็จับหลังเสื้อ BCD เรา ลากไถไปมาเหมือนเด็กเล่นรถของเล่น พอมีอะไรน่าสนใจก็จับเราไปชูตรงหน้าสิ่งนั้นๆ (และจับให้เราเผชิญหน้ากับปลาปักเป้าตัวใหญ่นานเกินไปมาก อยากบอกว่าใกล้ไปแล้ว เสียวโว้ย แต่ไม่รู้ภาษามือต้องทำท่ายังไงเลยขึงตาใส่ปลาปักเป้าพยายามส่งกระแสจิตบอกว่า กูก็ไม่ได้อยากจ้องมึงนานขนาดนี้ แต่กูก็โดนจับลากเป็นตุ๊กตามิชลินหน้ารถสิบล้ออยู่ เข้าใจกูด้วย) เราอยากบอกให้เจมส์ปล่อย อยากลองว่ายเอง เราว่าให้ลองหน่อยเดี๋ยวก็ทำได้ แต่ครูเจมส์ลากเราเหมือนเป็นกระเป๋าใบโตๆ ตลอด 2 ไดฟ์ เล่นเอาต่อมอยากเรียนต่อสั่นพั่บๆๆๆ พอขึ้นมาจากน้ำเลยถามว่า ชั้นควรทำไงถึงจะดำเก่ง ชั้นควร Refresh หรือเรียน Open water ใหม่อีกรอบมั้ย ครูทั้งสองบอกว่า ยูควรเรียน Advance Open water ไปเลย

    เรากังขามาก ระดับอนุบาลยังไม่ได้เลย จะให้ไป Advance เลยเหรอฟระ แต่ก็เก็บไอเดียนี้ไว้ในใจจนเจอโปรโมชั่นพร้อมที่พักของมนต์ทะเลอีกครั้ง เราก็ป้ายยานังปิ่นจนจองไปพร้อมกันสองคน (มีเพื่อนหลอกง่ายนี่ก็สะดวกไปอย่าง)

    แล้วโควิดระลอกใหม่ก็โจมตีแบบแรงมาก แพ็คเกจนั้นเลยถูกต่อเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเป็นแรมปี

    5th-7th Dive

    ปลายปี 2021 เราไปภูเก็ตกับนังทูน ไม่สนว่าสกิลไม่ได้พัฒนา ไม่ได้ศึกษาต่อ ด้วยความไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว ก็ซื้อทัวร์ Fun Dive one day ดำน้ำเกาะราชามันซะเลย ส่วนประวัติการศึกษาวิชาสกูบ้าศาสตร์ของนังทูน ก็ไม่มีอะไรมาก โดนเราป้ายยาไปมนต์ทะเลจนจบ Open Water มาก่อนหน้านั้นนิดหน่อย กิจการร้านรวงคะ มาจ้างดิฉันเป็นแบรนด์แอมบ๊าสสิเด้อได้นะคะ เรื่องอะไรอาจจะไม่เก่งในชีวิตนี้ แต่เรื่องป้ายยาอันนี้สายแข็ง

    เราใช้แพ็คเกจของบางเทาไดฟ์เซ็นเตอร์ ซึ่งราคาแพ็คเกจดำน้ำที่ภูเก็ตแทบจะเหมือนๆ กันทุกเจ้า ถ้าเทียบกับเกาะเต่าก็ดูราคาสูงหน่อย ได้ดำวันละ 3 ไดฟ์ แต่เรือหรู อาหารทำสดใหม่บนเรือ และมีบริการถ่ายภาพให้ด้วย สวยเวอร์วังไปอีก ส่วนข้อเสียคือ พวกที่ซื้อทัวร์ดำน้ำอันดามันส่วนมากเป็นพวกสายแข็ง (อันนี้มารู้ทีหลัง) บรรยากาศการลงน้ำมันจะวอร์ๆ นิดนึง ไม่มีเวลาให้ยืนทำใจหรือชักช้าอะไรเท่าไหร่ ทริปนี้เราใช้ตะกั่วประมาณ 6 กก. ซึ่งภาคภูมิใจมาก

    ตอนนั้นเรากับทูนได้เพื่อนใหม่อีกคนชื่อน้องอ้อม ซึ่งน่าจะอายุเยอะกว่านังทูน แต่เราไม่เรียกนังทูนว่าน้องตูน เพราะตัวมันดูไม่น่าทะนุถนอมตรงไหน ครูต้นหนุ่มใต้ท่าทางใจดีเป็นไดฟ์ลีดดูแลเราทั้งสามคน เราบอกครูต้นก่อนว่า เราร้างลาไปนาน และสกิลแย่มากนะ หรือสโลแกนสั้นๆ ว่า มีแต่ใจไร้สกิล ครูต้นซึ่งก่อนหน้านี้ประกอบกล้องเข้ากับสโทรปครบชุด ค่อยๆ ปลดอุปกรณ์ทุกอย่างออกจากกันอย่างเงียบๆ แล้วถือแค่กล้องใส่เฮาซ์ซิ่งพาพวกเราลงไดฟ์แรก และอภินิหารของอิชั้นก็ทำให้ครูต้นซาบซึ้ง จนยกแบตแฟลชและอุปกรณ์ชิ้นอื่นให้เพื่อนๆ ยืมใช้ในอีกสองไดฟ์ที่เหลือ

    การต้องไล่จับเราที่พุ่งไปมาในน้ำดุจดังเขียดตะปาดในห้องน้ำแคบๆ อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานอยู่พอสมควร ไดฟ์สองและสาม ครูต้นก็ให้เราไปว่ายข้างๆ แล้วก็คอยคว้าไว้เวลาเราจะพุ่งขึ้นฟ้าไปอีก เรายังรักทะเลเหมือนเดิม และดำน้ำห่วยเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราไม่กลัวอะไรเลยเว้ย เพราะเรายังกลับขึ้นไปหาแสงแดดได้เสมอ อย่างที่ครูยูกิบอกไว้

    ไดฟ์ไซต์เกาะราชาน้อย เกาะราชาใหญ่วันนั้นสวยมาก น้ำใส แดดส่องถึงก้นทะเล ทำให้ทุกอย่างมีสีสันสวยงาม เรารู้สึกมีพลังแรงกล้า ว่าจะกลับไปเรียน Advance ที่เกาะเต่าให้จบๆ ครูต้นประมวลผลเมื่อจบสามไดฟ์ว่า (ในวงเล็บ แม้จะเริ่มต้นได้น่าสะพรึงแต่..) การลอยตัวค่อยๆ ดีขึ้นนะ ต้องฝึกบ่อยๆ จะทำได้เอง นอกจากขอบคุณครูแล้ว ต้องขอบคุณทูนกับน้องอ้อมด้วย ที่อดได้รูปสวยๆ (พอเอาสโทรปออก แสงแฟลชหัวกล้องมันจะไม่ค่อยพอ รูปก็จะไม่สวยเท่าปกติ) แต่ไม่เอือมระอาเรา โอเคนังทูนมันคงเอือมแต่ไม่มีทางเลือกไง แต่ขอบคุณน้องอ้อมมา ณ ที่นี้

    8th-13th Dive

    ราว 11 เดือนต่อมา (ก็บอกแล้วเรื่องมันยาว)

    นังทูนแอบไปศึกษาต่อจนจบ Advance Open water มาจากมนต์ทะเล เรากับนังปิ่นบั๊ดดี้คนแรกก็ยังไม่ได้กลับไปศึกษาต่อ ด้วยสถานการณ์โควิด ด้วยคิว ด้วยงบประมาณ (อันนี้ปัญหาชั้นเอง) ฯลฯ แต่เพราะความมั่นหน้าเรากับทูนก็จะไปดำ Fun dive ที่ภูเก็ตกันอีก คราวนี้ป้ายยาให้พี่ตั้มสหายร่วมแก๊งไปเรียน Open water พร้อมกันเลย (จริงๆ ป้ายมาเป็นปีๆ ละ เพิ่งสำเร็จ) โดยดีลกับทางครูต้นขอออกทะเลพร้อมกันได้ไหม ครูต้นบอกว่าได้เลย พวกที่เรียนก็ออกไปสอบกับเรือ Fun Dive นี่แหละ จริงๆ ปูจะไปเรียนด้วยอีกคน แต่มีเหตุให้ต้องยกเลิกไปก่อน

    ต้นเมษา 2022 การท่องเที่ยวภูเก็ตกลับมาแล้วตั้งแต่แซนด์บ๊อกซ์หรือจะเป็น dirt box หรืออะไรก็ตามแต่ เราเคยรู้สึกผงะกับการเปิดเผยเนื้อหนังมากมายของชาวตะวันตก แต่ตอนนั้นต้องกลั้นหายใจกับการเผยหนังหน้าของพวกเขาแทน ฝรั่งไม่ใส่หน้ากากกันแล้ว ถ้าไม่ใช่จุดบังคับจะไม่ใส่เลย คงเพราะคนที่ตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบ้านเราด้วยความอยากเที่ยว อาจจะมีฟิลลิ่ง Don’t give a shit กันแล้วมั้ง

    เราใช้บริการบางเทาไดฟ์เซ็นเตอร์เช่นเดิม กลุ่มแยกออกเป็นสองกลุ่ม พี่ตั้มเรียนและสอบกับครูกี และเรากับทูนได้ดำน้ำกับน้องชายสุดทะเล้นที่ชื่อฟาร์ม ฟาร์มเป็นอีกคนที่เรายกให้เป็นประทีปส่องปัญญาสำหรับในด้านการสกูบ้า ครู/ไดฟ์ลีดแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครเหมือนกัน เราชอบเรียกทุกคนว่าครูเพราะไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ทุกไดฟ์ที่ได้ลงไป เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ กลุ่มเรียน และกลุ่ม Fun dive ของเราสามคนแยกกันดำตอนสอบ และพอพี่ตั้มสอบผ่านหมด เราก็มา Fun dive ด้วยกันและได้ถ่ายรูปหมู่สามคนใต้น้ำเป็นครั้งแรก เรารู้สึกเห็นภาพซ้อนทับกับบรรยากาศที่เราสามคนเคยเดินแถ่ดๆๆ อยู่ตามเซ็นทรัลด้วยกันแล้วมันรู้สึกฮึกเหิมภูมิใจเหลือเกิน

    ก่อนจะเจอฟาร์มเราพัฒนาความรู้สึกมาถึงจุดที่ว่า เฮ้ยดำๆ ไปเถอะไม่ตายหรอก แต่สิ่งที่ได้จากฟาร์มคือความสบายอกสบายใจเวลาอยู่ใต้น้ำ เหมือนชั้นเป็นแอเรียล และถ้าชั้นเป็นแอเรียลชั้นคงจะไม่อยากขึ้นฝั่งเลย เพราะโลกใต้น้ำมันสวยและเย็นสบายสุดๆ ตอนว่ายน้ำตามอีฟาร์ม เราได้ยินเสียงเพลงอู้อี้เบาๆ พอขึ้นมาเราเลยไปถามฟาร์มในห้องสต๊าฟว่า แกร้องเพลงเหรอฟาร์ม ชั้นได้ยินเสียงเพลง ถ้ามันไม่ใช่แกชั้นก็ได้ยินนางเงือกล่ะวะ ฟาร์มยิ้มอายๆ บอกว่า ใช่ พร้อมเพื่อนๆ สต๊าฟหัวเราะกันใหญ่

    คนเรามันต้องมีความสุขขนาดไหนถึงได้ดำน้ำไปร้องเพลงอู้อี้ๆ ไป และใช่แล้ว เราส่งเสียงในน้ำได้ แค่มันจะออกมาน้อยมาก ต้องตะโกนเป็นพยางค์สั้นๆ ถึงอย่างนั้นก็ทำได้นะ ฟาร์มพาเรากับทูน ทำอะไร First time เต็มไปหมด เราลงลึกกว่าที่ใบอนุญาตของเรายอมให้ลงไปนิดหน่อย ฟาร์มพาเรามุดซากเรือจม และมุดโถงลากูนใต้น้ำ โดยมีครูกีกับพี่ตั้มดำอยู่ด้านนอก ครูกีที่เคร่งครัดและมั่นคงในหลักการด้วยความปลอดภัยสูงสุด ยอมให้ลูกศิษย์อันตรายได้แค่ผงเหล็กจากซากเรือด้านนอกเท่านั้น ส่วนอีฟาร์มและอ้วนๆ สองตัวไม่กลัวตาย ก็มุดเข้ามุดออกกันสนุกสนาน ตอนไจแอนท์ลงน้ำในทุกๆ ไดฟ์ เราไปจ่ออยู่คนแรกๆ เสมอ เพราะอยากอยู่ในน้ำนานสุดๆ ฝรั่งนับสิบๆ ก็เช่นกัน ตอนลงน้ำแต่ละไดฟ์ บรรยากาศเหมือนเพนกวินที่ขั้วโลกแห่ลงทะเล ไดฟ์นึงเราเกือบโดนเหยียบหลังแต่รู้แกวเลยถีบตัวออกทันท่ามกลางสายตาหวาดเสียวสุดๆ ของฟาร์มกับนังทูนที่ดูอยู่

    จบทริปสองวันแบบอิ่มอกอิ่มใจ และกระหายอยากเรียนต่อสุดๆ

    14th-18th Dive

    ในที่สุดก็ได้เวลา เรากับนังปิ่นกลับไปศึกษาต่อ Advance Open water ที่มนต์ทะเล เกาะเต่า ในเดือนถัดมา อากาศเริ่มไม่โสภาแล้ว แต่คนมันกระเหี้ยนกระหือรือ เลยโดนรับน้องไปชุดใหญ่ เกาะเต่าไม่เคยปรานีเราอย่างไรก็อย่างนั้น ช่วงพฤษภา 2022 ผู้คนเริ่มกลับสู่การเดินทาง โปรโมชั่นดำน้ำที่เกาะเต่าเคยจัดไว้อย่างมากมาย เริ่มได้รับความสนใจอีกครั้ง เราได้เรียนกับครูขวัญ ขาใหญ่แห่งมนต์ทะเล ผู้ประสิทธิ์ประสาทนักดำน้ำมานับไม่ถ้วน (ครูบอกนับไม่ถ้วนจริงๆ) ปกติครูขวัญจะเข้มงวด ขึงขัง แต่วันนั้นลูกศิษย์มีสองกลุ่ม ครูขวัญคนเดียวควงกะตั้งแต่เช้ายันค่ำ ความเข้มงวดหายไปเยอะ เห็นครูเดินซีดๆ ยังคิดว่าครูจะเป็นลมมั้ยนะ ครูได้กินข้าวบ้างยังนะ

    เรียนและสอบทั้งหมด 5 ไดฟ์ใช้เวลา 2 วัน เราก็จบการศึกษาระดับ ป.2 ซะที การเรียน Advance ไม่ยากแล้ว มีแต่ความสนุกซะมากกว่า แต่ที่สาหัสคือสภาพอากาศ วันแรกน่ะดี แต่วันที่สองเจอทั้งคลื่นทั้งลม ทั้งกระแสน้ำ ไดฟ์ 2 ของวันที่ 2 ท้าทายสุดๆ อีตอนที่ขึ้นจากเรือมาสู่ท่าเรือไม่ได้ เพราะคลื่นโยนสูง ทีมงานมนต์ทะเลได้สรรสร้างวิธีการขึ้นเรือแบบทอม ครูซให้พวกเราโดยการให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งจะได้ระดับสูงกว่าพื้นท่าเรือเล็กน้อย แล้วถอยรถกระบะ เปิดท้ายแบๆ มายื่นตรงหน้า ลองนึกสภาพ ว่าเรากำลังอยู่บนดาดฟ้าเรือที่โยนขึ้นลงตลอดเวลา กับรถกระบะที่เลื่อนมาจนท้ายยื่นออกจากท่าเรือ รอทีมงานให้สัญญาณ แล้วกระโจนจากดาดฟ้าเรือไปบนกระบะรถ บอกเลยอยากถ่ายทำภาพยนตร์ฉากนั้นมากกก แต่ทำไม่ได้ กลัวตายหล่าวววว

    1 ปีต่อมา จนถึงวันนี้เราสะสมยอดการดำน้ำได้ 35 ไดฟ์แล้ว สกิลยังง้องแง้งแต่ไม่เป็นภาระใคร เอาตัวรอดและมีความสุขได้เมื่อได้ปะทะน้ำ ยังไม่ได้ร้องเพลงใต้น้ำแบบที่ฟาร์มเคยทำ ได้เจอไดฟ์ลีดที่น่ารักอีกมากมายหลายคน ได้ดำน้ำในที่สวยๆ เยอะแยะไปหมด ได้เจออากาศไม่ดีล้มลุกคลุกคลานก็ไม่น้อย สถานการณ์ฉลามวาฬขึ้นชุมพร ฉันอยู่ภูเก็ต พอฉันอยู่ชุมพรน้องไปขึ้นพีพี ก็มีให้ได้กลอกตา พี่ตั้มจบ Advance แล้ว ตอนนี้เราเลยมีกลุ่ม Advance ของตัวเอง 4 คนคอยป้ายยากันไปมาจนเงินเก็บชั้นร่อยหรอ เรากับพี่ตั้มมีกล้องคนละตัว ล่าสุดที่ชุมพร ดำกับครูพี่แจ้สุดชิว ที่ปล่อยพวกเราดำแบบสบายๆ ถ่ายรูปถ่ายคลิปเล่นกันใต้น้ำ เรารู้สึกเห็นภาพซ้อนทับกับบรรยากาศที่เราเดินเล่น ผลัดกันถ่ายรูปอยู่ตามสวนรถไฟด้วยกันแล้วมันรู้สึกสุขใจ

    มันจะมีคำกล่าวของชาวดำน้ำอยู่ประโยคนึงที่พูดว่า หาเงินมาถมทะเล ทุกวันนี้เหนื่อยเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะหมดใจหรือหมดแรง ก็ฮึบไว้อีกนิด แล้วคิดถึงค่าแพ็คเกจดำน้ำไว้ มันพอช่วยได้อยู่นิดนึง

    รักนะไอ้ต้าวท้องทะเล

    ขอบคุณภาพสวยๆ ทั้งจากไดฟ์ลีดหลายๆ คน และภาพจากพี่ตั้ม และขอบคุณตัวเองที่แม้จะบุยห่วยแค่ไหนก็หนีบกล้องไปด้วยตลอด หวังว่าวันหน้าจะถ่ายดีขึ้นเรื่อยๆ นะ

    Directory
    สถาบันดำน้ำต่างๆ ที่เคยได้ใช้บริการมาและประทับใจ ยังไม่เคย Liveaboard ทั้งหมดด้านล่างนี่คือใช้บริการ Day trip นอน รร. จ้ะ ที่มีบริการถ่ายรูป เฉพาะ จ.ภูเก็ตเท่านั้นนะ ที่เหลือคือถ่ายกันเองอีป๊อกอีแป๊ก

    • บางเทาไดฟ์วิ่งเซ็นเตอร์ จ. ภูเก็ต ด้วยราคาที่แพงกว่าจังหวัดอื่นนิดนึง แต่บริการทุกระดับประทับใจ อยากได้อะไรบอก คัสตอมตามใจลูกค้าสุดๆ ถ่ายรูปสวยเช้ง
    • สกูบ้าเรด จ. ภูเก็ต สเปคเดียวกับด้านบนเด๊ะๆ ครูพาดำน้ำนอกโปรแกรมด้วย สนุกตื่นเต้นมาก แต่ดันลืมกินยาแก้เมาคลื่น เลยหนุกอยู่ได้ครึ่งนึง อีกครึ่งทางคือกลั้นอ้วก
    • มนต์ทะเลรีสอร์ท เกาะเต่า ที่พักพร้อมดำน้ำ ไม่ต้องเดินทางไปไหน เรียนมันที่หน้าหาดเลย ชิวสุดๆ (แต่การเดินทางไปเกาะเต่าอันนี้สู้ชีวิตหน่อยนะ) มีแพ็คเกจราคาดีๆ ตลอดๆ มีสระว่ายน้ำสำหรับเรียนด้วย แต่เราชอบตรงที่ตัวเค็มๆ ขึ้นมาแล้วโดดสระ ดูชั่วหน่อยแต่มันสะดวกเรา
    • สตูลไดฟ์รีสอร์ท เกาะหลีเป๊ะ บรรยากาศคล้ายมนต์ทะเล นอนตรงนั้น เดินลงเรือมันตรงนั้นเลย สุดชิว ไดฟ์ลีด/สต๊าฟน่ารักกันเองมากๆ ให้จองตั๋วเรือ รถตู้รวมแพ็คเกจให้ได้หมด
    • ชุมพรไดฟ์วิ่งเซ็นเตอร์ จ.ชุมพร อันนี้สะดวกสุดคือนอนชุมพรคาบาน่า ไดฟ์ไซต์ชั้นเลิศ ไดฟ์ลีดดีงาม สต๊าฟกวนส้นตีน เกือบตีกันก่อนดำน้ำเพราะสต๊าฟภาคบกห่วย
  • ดิ่งพสุธาแบบหมากระเป๋า

    Online Casino (Gravity) = 9.807 ม./วินาที²
    ในขณะที่มวลจะคงเดิมเสมอ แต่น้ำหนักจะเปลี่ยนไปตามแรงโน้มถ่วง พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น BacanaPlay 6 เท่า เราอาจจะชั่งน้ำหนักแล้วรู้สึกว่า โอ๊ยยังกินได้อีกเยอะ และสบายใจดี ตราบเท่าที่ไม่เอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ชั่งน้ำหนักบนดวงจันทร์เหมือนกันกับเรา

    คนชอบดูหนังแอคชั่นอย่างเรา ดูฉากที่เล่นกับแรงโน้มถ่วงมาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว (เฉพาะของทอม ครูซ คนเดียวปาไปซักร้อยได้แล้วมั้ง) เคยสงสัยว่ามันจะรู้สึกยังไงนะ เวลาที่ดิ่งลงมาจากเครื่องบินพร้อมร่มชูชีพ นี่ไม่ต้องเอ่ยถึงฉากประเภทร่มไม่กาง, กระโดดไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สะพายร่มเข้ากับหลัง หรือต้องต่อสู้กลางอากาศใดๆ เคยสงสัยแต่ไม่เคยคิดจะคลายความสงสัย จนนังทูนมันเอ่ยปากชวน พินๆ ไป Sky Dive กันมั้ย

    ล็อคดาวน์รอบ 3 เป็นรอบที่เราทำดีให้กับตัวเองมากที่สุด ด้วยการลดน้ำหนักลงมาเยอะเลย ช่วงที่ได้ยินคำว่า Sky Dive หลุดจากปากเพื่อนแถมยังอยู่ในประโยคเดียวกันกับคำว่า ไปกันมั้ย ตอนนั้นน้ำหนักเราต่ำกว่า 90 เล็กน้อย เราบอกมันไปว่า ไว้ชั้นหนัก 75 ก่อนค่อยไป

    แปดเดือนต่อมา ตอนเราหนัก 75 เรากับทูนไปเล่น Zipline หน้านิ่งกันที่ภูเก็ต ที่หน้านิ่งเพราะ Zipline มันยังไม่เสียวพอสำหรับคนบ้าบออย่างพวกเรา (โดยเฉพาะนังทูน หน้านิ่งเกิ๊น สงสารสต๊าฟ เสียเซลฟ์หมด) นังทูนทวงสัญญาอีกครั้ง พินๆ ไป Sky Dive กันได้รึยัง เราบอกว่า น่าจะยังอ้วนเกินอยู่ ขอลดอีกซักหน่อย จริงๆ กิจกรรมนี้รับผู้โดยสารได้หนักสุดที่ 120 กก. แต่ถ้าน้ำหนักเยอะแบบมวลกล้ามเนื้อเยอะ เวลาโดนฮาร์เนสรัดมันก็คงจะพอโอเคอยู่ ต่างจากการที่น้ำหนักเยอะแบบไขมันล้วน สายรัดใดๆ ล้วนทำให้ท่านกลายร่างเป็นแหนมได้อย่างง่ายดาย เราต่อรองทูนด้วยเรื่องน้ำหนัก แต่ในใจคือ กูก็กลัวอยู่นะเฮ้ย นี่เอ็งจะเอาจริงรึ ใจนึงหวังว่ามันจะล้อเล่นแหละ

    สองสามเดือนหลังจากนั้น ด้วยวินัยอันเคร่งครัด ไอ้ต้าวก้อนไขมันน้อยๆ ได้จากเราไปอีกราวๆ 10 กก. คราวนี้ไม่มีข้ออ้างแล้ว เมื่อทูนทวงสัญญาอีกรอบรัวๆ จิกกูเป็นไก่ได้หนอนเลยทีเดียวแม่คนนี้ อย่ากระนั้นเลย มีเสียงเล็กๆ จากอีกฟากฝั่ง คือนังปูสหายแบ็คแพ็คที่ต่างคนต่างอยู่มาตลอดฤดูกาลโควิด ถ้าพี่ไป Sky Dive เรียกด้วยนะพี่ อยากโดน

    คนอยากโดนสามคนก็รวมตัวกัน เลือกผู้ให้บริการที่ดูน่าไว้วางใจเพื่อแขวนชีวิตไว้บนสายรัดเส้นน้อยๆ ได้หนึ่งเจ้า เขาเพิ่งย้ายกิจการจากระยองไปอยู่ปากช่อง เราเสียดายวิวทะเลอยู่เหมือนกัน เพราะเที่ยวเขาบ่อยแล้ว คิดว่าถ้าได้โดดร่มเห็นวิวทะเลครึ่งหาดและเมืองอีกครึ่งน่าจะสวยงามตาดี แต่ไม่เป็นไรปากช่องก็สวยเหมือนกันแหละ คนอยากโดนโทร.ปรึกษา PR ที่คุยดี ให้ข้อมูลดี และตรงไปตรงมา จากนั้นเลือกซื้อ Voucher กิจกรรมที่เรียกว่า Tandem ทางช้อปปี้ มีส่วนลดอีก 1,500 บาท แต่ต้องหลังไมค์ไปขอโค้ดจากแอดมิน (ไม่รู้โปรนี้มีตลอดรึเปล่านะ) ค่าบริการรุนแรงอยู่ แต่เฮ้ย มันไม่ใช่ขอซ้อนมอไซไปปากซอย ต้องเข้าใจต้นทุนมหาศาลของเขาด้วย

    Tandem คำนี้แปลตรงๆ ว่า การทำกิจกรรมใดๆ แบบสองคนต่อแถวกัน คนนึงอยู่หน้าคนนึงอยู่หลัง เช่นปั่นจักรยานแบบคู่อะไรแบบนี้ สำหรับการโดดร่ม (และกิจกรรม Extreme อีกหลายอย่าง) จะมีให้บริการสำหรับผู้ที่อยากเสียวแต่ไม่อยากเรียนเองทั้งหมด ให้กลายร่างเป็นหมากระเป๋าตัวน้อย ห้อยไปกับหน้าอกของผู้ชำนาญการ มีหน้าที่เห่า เอ้ย ชมวิวและสนุกอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรอื่นอีก เอาวะ หมาเป๋าก็หมาเป๋า แค่นี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสลบ หรือหัวใจวายรึเปล่า แต่รับปากเพื่อนแล้วต้องเดินหน้าอย่างเดียว

    ต้นเดือนกุมภา อากาศปกติ (ถ้าคำนี้ยังจะใช้ได้อยู่ในโลกยุคปัจจุบัน) ควรจะสดใสผ่องแผ้วทีเดียวล่ะ แต่พายุลูกน้อยๆ ดันพัดผ่านปากช่อง เราสามคนไม่พรือ ยังไงก็จะไปตามแผน ได้โดดก็โดด ไม่ได้โดดก็ค่อยว่ากัน นอกจากจะไปโดด Tandem แล้ว ยังชวนเพื่อนภาคพื้นดินไปแฮงเอาท์ด้วยอีก เพราะคิดว่าถ้าโดดเสร็จเร็ว หลังจากนั้นก็ว่างตายชัก มีคุณอุ้ยแก๊งโสด กับบ้านแบนแก๊งครอบครัวลูกสองที่ไปแจมหลังจากไม่ได้เที่ยวด้วยกันมานานมากจนหลานลืมหน้าป้าแล้ว

    บ้านแบนนำไปก่อนแล้วหนึ่งคืน แก๊งโสดออกจากกรุงเทพฯ เช้าตรู่วันเสาร์ บรรจุไปด้วยว่าที่หมากระเป๋า 3 กับผู้ให้กำลังใจอีก 1 คือคุณอุ้ย ฟ้าเป็นสีขาวโพลนตลอดทางตั้งแต่กรุงเทพยันปากช่อง ยิ่งขับไปใกล้จุดหมายยิ่งดูฉ่ำ เราซึ่งเป็นพลขับรู้สึกว่า ยังไงเช้านี้ก็ไม่ได้โดดแน่ๆ แต่ตั้งใจทำเวลาตามหน้าที่ สิ่งที่ไม่ได้ทำคือ ทำใจว่าจะต้องโดด เมื่อถึงสถานที่ เห็นรถจอดอยู่ข้างหน้าหลายคัน เริ่มใจไม่ดีละ หรือว่าจะโดดได้วะ

    นังทูนใส่หน้ากากแล้วพุ่งลงรถไปเจรจา แป๊บเดียวก็เดินกลับมาพร้อม ATK test 4 ชุด ให้พวกเราจิ้มหมูกกันในรถ แล้วถ่ายรูปผลไปให้เขาดู จมูกเรายังซิงเพราะไม่เคยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเลย เลยไม่เคยมีความจำเป็นต้องเทสต์มาก่อน แต่ดูแผนภาพการจิ้มมาเยอะแล้ว และทำตามเพื่อนบอกด้วย ก็คงจะจิ้มถูกวิธีล่ะมั้ง น้ำตาไหลเอ่อกลบลูกตาอยู่พักนึง พอจะเนียนๆ ไปกับความกลัวที่อยู่ๆ ก็จะต้องโดดในท้องฟ้าฉ่ำๆ สีขาวโพลนไปด้วยเลย

    คุณอุ้ยจะไม่เข้าไปรอเราในห้องรับรอง เพราะไม่รู้ว่าจะนานกี่ชั่วโมง แต่ก่อนที่ชายจะขับรถไปตามลายแทงร้านกาแฟเด็ดที่เตรียมมาแล้ว ชายก็เรียกพวกเรายืนเรียงกันแล้วถ่ายรูป ขณะที่เราพยายามดัดรอยยิ้มเจื่อนๆ ให้กลายเป็นยิ้มหวานอยู่นั้น ตาก็มองไปที่เสื้อยืดสีชมพูสดใสของตากล้อง มีตัวหนังสือฟอนต์น่ารักสีจางๆ เขียนพาดกลางหน้าอกว่า

    “We’re all gonna die.”

    ชั้นกรี๊ดดดด อีอุ้ยยย แกจงใจเลือกเสื้อตัวนี้มาใช่มั้ยยย ฮะะะะ!!!

    เสียงล้อรถบดกับพื้นกรวดค่อยๆ ตีวงจางหายไปเมื่อประตูปิดลง เจ้าหน้าที่สาวไทยบอกให้เราชั่งน้ำหนัก เซ็นเอกสาร ซึ่งเราแทบไม่ได้อ่านเพราะมันคือ Disclaimer – Consent ที่บอกว่าพวกมึงตัดสินใจมาเล่นอีนี่เองและรู้ว่ามันมีความเสี่ยงนะ กูไม่รับผิดชอบนะ คือถ้าซีเรียสกับการเซ็นใบพวกนี้ ไม่ต้องซื้อ Voucher มาเล่นตั้งแต่แรกเลย เพราะของมันต้องเซ็นอยู่แล้ว เราหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับสองคู่หูที่มันสองคนเพิ่งเคยเจอกัน แต่มันต่างเจอเรามายาวนานแล้ว เฮ้ย เราเซ็นอีใบพวกนี้มาเยอะแค่ไหนแล้ววะ

    นั่นสินะ.. กำปากกาแล้วเซ็นมันไปอีกใบ หวังว่าจะไม่มีใครต้องเอามาใช้นะ

    นี่น่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับอากาศยานอย่างแรกที่เราเคยเล่น ไม่นับการขึ้นเครื่องบินตามปกติ เขามีหน้าจอแสดงเวลา Boarding ด้วย จะมีชื่อของหมากระเป๋า กับคนหิ้ว (Instructor) และตากล้องของตนเองถ้าคุณซื้อ Gold Package แสดงอยู่เป็นเซ็ต หลังขั้นตอนทางด้านเอกสารกับเจ้าหน้าที่สาวไทย เราวนเวียนเข้าห้องน้ำฉี่ไปคนละสองรอบได้ ทูนใส่คอนแทคต์เลนส์อย่างขลุกขลักเพราะปกติใส่แต่แว่น เราถักเปียสองข้างชะลอวัยแบบไม่เกรงใจหนังหน้า ปูมัดผมหางม้าจุกเดียว นั่งๆ เดินๆ ดูวีดีโอและมองดูเวลา Boarding บนจอค่อยๆ ขยับ มีชายต่างชาติตัวสูงโย่งชื่อทริสเทนเข้ามาทักทายเราด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่เนทีฟ (คุ้นๆ ว่าแกเป็นอิตาลีมั้ง) เราเข้าใจว่าแกน่าจะเป็นเหมือน Manager แหละ

    และแล้วก็ถูกเรียกเข้าไปเก็บของใส่ล็อคเกอร์ ของรุงรังใดๆ เสื้อมีปกใดๆ ห้ามติดตัวไปต้องถอดเก็บให้หมดแม้แต่ MiFit จากนั้น Instructor กับตากล้องของแต่ละคนเข้ามาทักทาย และเริ่มใส่ฮาร์เนสให้เรา ตากล้องของเราชวนเราไปเก็บภาพที่ด้านหน้า เราเดินมือเย็นเฉียบไปมา พอมายืนรวมตัวกันก็บ่นว่า ตื่นเต้นมือเย็นโว้ย จับมือซิ พลางยื่นมือไปจับมือปู เอ้า แม่งเย็นกว่ากูอีก..

    พวกเราได้ใส่ฮาร์เนสเดินแกว่งไปแกว่งมาอยู่พักนึงเพราะฟ้ามันฉ่ำจัด เขาบอกว่ารอให้มันดีขึ้นอีกนิดดีกว่า จากนั้นซักพักทริสเทนก็มาบอกเราตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งว่า อากาศมันแย่ลงแฮะ ตอนนี้ขึ้นไม่ได้แล้วเพราะพายุกำลังมาอีกลูก พูดพลางชี้ไปทางด้านนึงของท้องฟ้า แกบอกให้พวกเราถอดฮาร์เนส ไปหาข้าวเที่ยงกินแล้วกลับมาอีกทีตอนเที่ยงครึ่งเพื่อเตรียมตัวบินบ่าย จงกินอาหาร อย่าอดอาหารนะ แต่อย่ากินของเหลวเยอะ และงดกาแฟกับน้ำอัดลมไปก่อน

    คนที่เราเป็นห่วงคือคุณอุ้ย มันรอมาพักนึงแล้ว และไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน เลยตกลงกันว่า ให้คุณอุ้ยขับกลับมาหา เราจะพาปูกับทูนไปปล่อยร้านอาหาร เราซึ่งฟาสต์ 16/8 – 18/6 มาเป็นปีแล้ว สามารถเพิ่มเวลาฟาสต์ได้ตามใจชอบโดยแทบไม่มีผลอะไรเลย จะอาสาขับพาคุณอุ้ยไปรวมตัวกับบ้านแบนไว้ก่อน และเอารถกลับมาอยู่กับแก๊งหมากระเป๋า เพื่อที่ว่าจะได้นั่งรอฝนหยุดได้ไม่ต้องเป็นพะวงเพื่อน คุณอุ้ยขับรถกลับมาจากร้านกาแฟที่ได้คุณภาพพึงพอใจชื่อร้านระวิด (ซึ่งเราลืมชื่อนี้และต้องไลน์ไปถามอีกทีอยู่ดี) เราเปลี่ยนเป็นพลขับ พาปูทูนไปปล่อยไว้ร้านตามสั่ง แล้วบึ่งพาคุณอุ้ยไปปล่อยร้านกาแฟแห่งที่สองที่บ้านแบนกำลังมุ่งหน้ามา

    ระหว่างทาง ฝนค่อยๆ ตก จากเม็ดบางๆ ก็ค่อยๆ หนาตาขึ้น เพื่อนให้กำลังใจกันดี๊ดีว่า ไม่น่าได้โดดหรอกวันเนี้ย

    มันแน่อยู่แล้ว ถ้าชุ่มโชกซะขนาดนี้ ให้โดดตูก็ไม่โดดโว้ย

    เราส่งคุณอุ้ยที่ร้านกาแฟแห่งที่สอง (ลืมชื่อแล้ว) จากนั้นบึ่งกลับมาบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่บอกเลย เชี่ยวชาญมาก ถึงจะทะเบียนกรุงเทพ แต่ฝีตีนนี่แซงรถท้องถิ่นสบาย เพราะถนนบ้านเราก็ผิวพระจันทร์ประมาณนี้เหมือนกัน แวะรับปูทูนซึ่งกินข้าวเสร็จแล้ว กลับไปที่สนามบิน ท่ามกลางฝนโปรยปราย

    เราลงจากรถ วิ่งฝ่าฝนเข้าไปข้างในอยู่ดีเพื่อฟังสรุปสถานการณ์ เจ้าหน้าที่สาวๆ อธิบายเราเป็นภาษาไทยก่อน แต่ทริสเทนยังเป็นห่วงและคงเห็นว่าพวกเราพูดอังกฤษกันได้ ก็เลยมาคุยด้วยอีกที แกอธิบายว่า การโดดร่มเป็นกิจกรรมที่ปลอดภัยมาก ถ้าทำตามกฎ และการโดดตอนอากาศเป็นแบบนี้ คือไม่ตามกฎแล้ว มันก็จะมีความเสี่ยง สรุปเรามีทางเลือกอยู่ 3 ทางตอนนั้น คือ บ่ายสามกลับมาดูใหม่อีกที หรือ พรุ่งนี้มาใหม่แต่เช้า หรือ re-schedule ยาวไปเลย เป็นสัปดาห์หน้า หรือนานกว่านั้น ซึ่ง Voucher เก็บได้ 6 เดือน

    แก๊งเราเห็นว่า บ่ายสามก็คงไม่ได้มีอะไรดีขึ้น เลยบอกว่า มาใหม่พรุ่งนี้เช้าละกัน พวกเราผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้โดด แต่เฮ้ย ก็ดูอากาศดิ เราเคยพาทูนไปติดอยู่กลางพายุในทะเลปั่นป่วนบนเรือแมงมุมบอบบางที่น่านน้ำประเทศอื่น เราเคยติดเกาะอาดังกับเพื่อนกลุ่มใหญ่และกินอาหารจนหมดเกาะ วันสุดท้ายมีแต่ไข่เจียวข้าวเปล่า เคยพาปูไปหัวหกก้นขวิดมาสารพัดไล่เท่าไหร่ก็ไม่หมด หลายอย่างโทษอากาศไม่ได้ด้วยซ้ำ เราบอกทริสเทนว่า พวกเราเป็น professional ด้าน weather problem นะ ไม่เป็นไรเลย เราเข้าใจ

    จากนั้นเราก็ไปร้านกาแฟ (คุณอุ้ยร้านกาแฟนั้นชื่อไรนะ) ..ระวิด นุ้งนิ้งอยู่ในนั้นนานเพราะพ่อค้าต่อนยอนจัด แต่เค้ากี๊กด้านกาแฟจริงๆ คุณอุ้ยสั่งให้ซื้อเมล็ดกาแฟให้หน่อย โดยให้ถามว่า “สู้นมมั้ย” เราไม่เคยเจอคำถามพรรค์นี้มาก่อน นี่ถ้ามึงแพรงค์กูให้ไปพูดทะลึ่งใส่คนอื่นนะเพื่อนนะ..

    จากระวิด เราแวะบาร์ไอติมก่อนเข้าที่พักซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ทั้งหลัง ลดราคารุนแรงสู้โควิด ปูกับทูนกินไอติม ส่วนเรากินสเต็กเป็นอาหารมื้อแรกของวัน จากนั้นเราเข้าบ้าน พบเพื่อนๆ และแฮงเอาท์อยู่ในนั้นโดยไม่ไปไหนตลอดจนเช้า อาหารสั่งแกร็บเอา ค่าส่งแกร็บปากช่องโคตรถูก รายการละ 13-15 บาทเท่านั้น ฝนตกปรอยๆ หยุดๆ ตลอดเย็น คิดถูกแล้วที่ไม่กลับไปลุ้นโดดรอบบ่ายสาม

    กิจกรรมยามเย็นค่ำหลากหลายและครบถ้วนมาก เราเริ่มด้วยการผลัดกันเล่นกีตาร์ป๊องแป๊ง จากนั้นไปเล่นบาสกับปูหลังจากที่ปูเสียลูกเทนนิสให้เพื่อนข้างบ้านไปหนึ่งลูก ทูนนั่งคุยนอนคุยกับหลานๆ เรื่องการ์ตูนเป็นจริงเป็นจังจนเปรยๆ ว่าอยากเอาดาบไยบะมาจากบ้านเพื่อดวลกับหลาน ต่อด้วยแก๊งโสดเล่นเหมียวระเบิดภาคผู้ใหญ่ที่คุณอุ้ยหยิบมา หลังกินอาหารเล่นเกมที่หลานคิดหนึ่งเกม แล้วต่อด้วยเหมียวระเบิดภาคปกติที่เราหยิบมาแบบไม่ได้นัดกัน รอบนี้เด็กๆ มาเล่นด้วย พอเด็กๆ ไปนอน ก็ได้เวลาอาร์ตแคมป์ นั่งวาดรูปสีน้ำ พร้อมด้วยเสียงกีตาร์ขับกล่อม

    รู้สึกว่าใช้วันหยุดได้มีคุณภาพดีจัง ขอบคุณเพื่อนๆ มา ณ ที่นี้ด้วย

    painting by อีแอน วาดดีขนาดนี้ ไม่ใช่ฝีมือชั้นแน่ๆ

    เคยไหมเวลาที่นั่งรถที่ขับเร็วๆ ขึ้นแล้วลงสะพาน ถ้าสะพานนั้นสูงสักหน่อย เสาเข็มสะพานตับสุดท้ายฝังลงลึกในดิน มาต่อกับเสาเข็มถนนตับแรกที่ใช้เสาสั้น คอสะพานจะหักเล็กน้อย ถ้าถนนข้างหน้ารถไม่ติด จังหวะลงสะพานเร็วๆ จะรู้สึกวาบในท้องอยู่เสี้ยววินาที เหมือนกับความรู้สึกเวลานั่งรถไฟเหาะ, ยืนริมหน้าผาสูงๆ แล้วมีลมพัดมาซักวูบ หรือความรู้สึกเหมือนผีเสื้อกระพือปีกเวลามีใครที่เฉพาะเจาะจงคนหนึ่งเดินเข้ามาในเฟรม (หรือแค่มีคนเอ่ยถึง ถ้าอยู่ในระยะที่อาการหนักๆ น่ะนะ) เช้านั้นแก๊งเสียวสามสาวตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว ใส่เสื้อทีมที่ได้รับแจกมาเมื่อวาน แล้วขับรถออกไปกันเงียบๆ ด้วยกระเป๋าข้าวของของเราทั้งหมด ทิ้งให้เพื่อนๆ ตื่นสายตามสบาย เช็คเอาท์แล้วตามมาทีหลังได้เลย

    สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นมาคือพุ่งไปเช็คอากาศ มีแสง มีหมอก ไม่มีฝน เอาวะ

    เช้านั้นอากาศเย็นชื้น แต่ฝนขาดเม็ดไปแล้ว เราเชื่อมั่นว่าถ้ามันจะตกมันก็คงจะตกอีกแหละ เพราะงั้นรีบไปให้เช้าที่สุด รีบโดดให้มันเสร็จๆ ก่อนแปดโมงตรงเล็กน้อย เราสามคนก็ไปนั่งหน้าแป้นอยู่ที่ออฟฟิศ คราวนี้ไม่ต้องจิ้มหมูกและทำเอกสารใดๆ แล้ว รอโดดอย่างเดียว

    ทริสเทนเข้ามาทักทายเราและขอบคุณพวกเราที่รับมือกับปัญหานี้ได้อย่างคูลๆ แกบอกงี้ แกเลยจะขึ้นไปโดดด้วยแล้วถ่ายรูปแถมให้อีก 1 กล้องฟรี เป็นการขอบคุณ แต่เนื่องจากเรากับปูเลือก Golden package อยู่แล้ว ทริสเทนก็เลยจะตามทูน (สรุปนังทูนได้วีดีโอแบบไม่ตัดต่อ ดูกันยาวๆ สุดเจ๋งเลย) ความตื่นเต้นของเช้าวันที่สองไม่เหมือนวันแรก มันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คือตื่นเต้นกับการโดดยังไม่มากเท่าตื่นเต้นกับการจะไม่ได้โดดเลยแม่เอ๊ย ตานี่จ้องก้อนฝนไว้เรื่อยๆ อย่ามานะเค้าขอร้อง

    ในที่สุดชื่อเราก็ขึ้นจอ เราได้ขึ้นเป็นชุดแรกของเช้านั้น Instructor และตากล้องทุกคนเป็นฝรั่งที่ไม่ Native English ยังคงคุ้นๆ ว่าเป็นอิตาลี ไพล็อตเป็นหนุ่มไทย และผู้ช่วยไพล็อตเป็นสาวไทยหน้าหมวยๆ ตัวเล็กนิดนึง การบรีฟก่อนออกบินช่างเรียบง่ายสั้นกระชับ พูดง่ายๆ ว่าเหล่าหมากระเป๋าไม่ต้องใช้สมองทำอะไรซักเท่าไหร่เลยล่ะ มีแค่สามขั้นตอนเท่านั้น

    1. ที่หน้าประตูเครื่องบินก่อนโดด หงายศรีษะพิงไปที่หัวไหล่ข้างขวาของ Instructor (ที่เหลือช่างแม่ง จำไว้แค่หงายหัวพอ) เก็บมือจับฮาร์เนสที่หน้าอกตนเองไว้
    2. พอโดดแล้ว รอสัญญาณ Instructor ตบบ่า ปุ ปุ ปุ ให้กางมือออก พยายามเหยียดขา แอ่นตัวเป็นรูปกล้วย ถ้าขาชี้ไปชี้มาไม่ต้องกลัว เดี๋ยว Instructor จับรวบเอง
    3. ตอนจะแลนดิ้ง พอ Instructor ให้สัญญาณ ให้ทำตัวตั้งฉาก พับขาขึ้น เหมือนจะให้ก้นลง แต่ละลงท่าไหนแล้วแต่ Instructor นะ แค่พับขาพอ ไม่ต้องคิดไรมาก

    เราขึ้นรถกอล์ฟสองคันที่จอดรออยู่พร้อมกับลูกเรือทุกคน อากาศว่าเย็นแล้ว แต่ใจเย็นยิ่งกว่าอากาศ เรานั่งไขว่ห้างแบบขายาวๆ อยู่ที่นั่งกลับด้านหันหลังท้ายรถคันแรก ทอดสายตามองเพื่อนๆ พร้อมคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ทริสเทนบอก ท่านั่งยูเอลเลแก๊นมาก ไพล็อตของเรายังเป็นไดร์เวอร์รถกอล์ฟด้วย แกคุยกันโฉงเฉงเรื่องดินมันแฉะ แต่จะอัดรถกอล์ฟขึ้นเนินตรงๆ ไปหาเครื่องบินจะได้ไม่ต้องเดินเยอะ ดูจะตื่นเต้นใส่ใจกับการขับรถกอล์ฟขึ้นเนินมากกว่าสนใจเครื่องบินน้อยๆ ปีกสีส้มสดใสที่เด่นตัดกับท้องฟ้าอยู่ตรงนั้นซะอีก เราสามคนไม่ค่อยคุยกันเยอะแล้วจุดนั้น ต่างคนต่างคงอยู่กับความคิดของตัวเอง เช่น มันจะเป็นไงน้า.. เราจะอ้วกมั้ย หรือแม้กระทั่งว่า เราอาจจะต้องถึงเวลาเลิกคบอีเพื่อนคนที่ชวนมาเล่นนี่ได้แล้วมั้ง

    รถกอล์ฟไต่ขึ้นเนินได้ด้วยดี อาจเพราะเราแขม่วพุงช่วยเล็กน้อย เนื่องจากเป็นไฟลท์แรกของวัน คณะโดดร่มจึงต้องยืนรอให้ไพล็อตเข้าไปทำอะไรกุ๊กๆ กิ๊กๆ ก่อนพักนึง ทริสเทนแอบเม้าท์ว่า พวกเราไม่มีสิทธิ์ถามหรือคอมเมนต์อะไรไพล็อต เขาบอกให้รอก็ต้องรอนะ ไม่นานนักพวกเราก็โดนกวาดต้อนให้เดินขึ้นตามลำดับเป็นคู่ๆ หมากระเป๋ากับแพรีสฮิลตั้นของหล่อน คู่ปูกับทูนเข้าไปก่อน เราปิดท้ายนั่งใกล้ประตูปั๊ดติกๆ นั่น เราหันไปถามตามิคกี้ Instructor ของเราที่นั่งด้านหลังเราว่า We’re first, right? ฮีผู้พูดน้อย ยิ้มๆ แล้วพยักหน้า เยส

    ฉันอยากตะโกนออกมาตรงนั้นว่า เชี่ยยยย

    เครื่องบินลำน้อย แม้จะให้เล่ากี่ครั้งเราก็ยังจะเรียกมันว่า เครื่องบินกระป๋อง ก็แม่งกระป๋องมากจริ๊ง.. เป็นเครื่องบินที่ใช้โดดร่มเท่านั้น และถ้าไม่ได้มีร่มชูชีพที่ไว้วางใจติดหลัง ก็คงไม่เหมาะจะโดยสารเจ้าส้มน้อยลำนี้ไปไหน เพราะประตูน้องเป็นพลาสติกบางๆ แถมมีป้าย ห้ามล็อค! ด้วยจ้า ที่นั่งเป็นม้านั่งยาวสองแถวขนานไปกับตัวลำเครื่องบิน วิธีนั่งคือคร่อมเหมือนขี่ม้า นั่งเป็นคู่ๆ Instructor อยู่หลัง และหมากระเป๋าอยู่ข้างหน้า พอเครื่องค่อยๆ ลอยขึ้นจากรันเวย์ เราก็หันไปถามมิคกี้ อีกคำถามว่า Are we attached? นี่มึงกะกูคลิปติดกันรึยัง ทำไมมันยังรู้สึกโหวงๆ วะ ตาแกตอบว่า ยัง You are attached to the plane. พลางเอื้อมมือไปจับฮาร์เนสของเราที่ล็อคกับราวจับบนเครื่องบินให้ดู

    ตาคาร์ล ตากล้องของเราที่นั่งริมประตูสุด เอาตีนค้ำประตูไว้แล้วสอดกล้องออกไปถ่ายรูปข้างนอกเก็บบรรยากาศ ส้มน้อยทะยานขึ้นสู่ความสูง 5000 ม. เหนือระดับน้ำทะเลด้วยเวลาโดยประมาณ 15 นาที หันไปมองดูเพื่อนๆ ดูสงบนิ่งกันดี นั่งยิ้มกริ่มทำหน้าแบบ ไม่โดนแคนเซิล ได้โดดแล้วโว้ยวันนี้ ส่วนเรามีแพนิคแอทแทคเล็กน้อยตอนเครื่องขึ้นไปได้ซัก 5 นาที แต่จากสิ่งบรรลัยต่างๆ ที่เจอมาในชีวิต เราสามารถทำให้ตัวเองสงบลงได้ไม่ยาก เราค่อยๆ หายใจลึกๆ ยาวๆ แล้วก็ท่องคาถาที่ทำให้รอดจากทุกอย่างมาแล้วในใจ เอาไปใช้กันได้นะ มันขลังมาก คาถาอาจารย์แอ้เอง

    Fuck it. Just do it.

    เรานิ่งจนตามิคกี้เริ่มเป็นห่วง ถามสองสามทีว่า Are you OK? สงสัยจะกลัวอ้วกพุ่งใส่มัน เรายิ้มอ่อน บอกว่า เออ กูโอเค เมื่อความสูงใกล้ได้ระดับโดดที่ 5000 ม. วิวด้านล่างเริ่มพร่าเลือนเพราะหมอกบัง (สูงดีจังโว้ย) ด้านหลังเรา (หรือก็คือด้านหน้าเครื่องบิน เพราะเรานั่งหันหลังอยู่) เริ่มมีการเคลื่อนไหว เหล่าตากล้องคาดกล้อง ตระเตรียมนั่นนี่กันกุกกัก ตีไม้ตีมือกันไปมา บอกเลยว่าวงการโดดร่มนี่เป็นวงการที่ไฮไฟว์กันเปลืองมาก ขยับจะทำอะไรหน่อยขอให้ได้แปะมือกัน แล้ว Instructor ก็ให้เราใส่แว่นกันลมที่เป็นเหมือนพลาสติกหรือยางใสๆ ใส่แน่นจนตาตี่ๆ ชั้นรีลีบไปหมด จากนั้นก็ปลด Harness เราออกจากราวเครื่องบิน แล้วยึดตัวเราติดกับตัวแกแบบแน่นมากๆ แน่นจนรู้สึกถึงหัวใจเต้น แล้วก็ดีใจที่ทำให้ตัวเองสงบลงแล้วไม่งั้นถ้าใจเต้นถี่ยิบจะอายหน่อยๆ เมื่อรอดมาแล้ว เพื่อนๆ ที่ได้เห็นวีรกรรมนี้ แทบทุกคนต้องมีคอมเม้นต์นึงที่บอกว่า แหมดี ได้ใกล้ชิดฝรั่งหล่อๆ บอกตรงๆ ว่าจังหวะนั้นไม่มีเรื่องนี้ในหัว เราเชื่อว่าทั้งสองฝั่งด้วยนะ เมื่อคุณกำลังจะทิ้งตัวลงมาในท้องฟ้าว่างเปล่าสูง 5 กม. จากพื้นดินข้างล่าง เราว่าเรื่อง sexual น่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะเอามาคิดตอนนั้นเลยล่ะ

    อยู่ๆ พอได้ระดับโดด ก็มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ตาทริสเทนปีนออกไปยืนเกาะนอกเครื่องชิวๆ เหมือนทอมครูซในหนังซักสิบยี่สิบเรื่อง คู่ทูนเลื่อนตัวไปหน้าประตูก่อน ตามด้วยคู่ปู เราเฝ้ามองเพื่อนๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ที่ประตู ตากล้องหย่อนตัวหงายสู่ความเวิ้งว้าง แล้วแว้บต่อมาก็ ฟุ่บ! เพื่อนๆ หายไปทีละคน ชั้นร้องเบาๆ ทู้นนนน.. ปู๊ว์ว์.. หันมาถามอีมิคกี้ วาย? อีมิคกี้บอก การ์ดกล้องโกโปรที่ข้อมือมันเต็ม มันลืมเปลี่ยนการ์ด โว้ย.. ไพล็อตขับเครื่องวนรอมันเปลี่ยนการ์ดแป๊บนึง แต่สำหรับเรารู้สึกนานมาก เราเตรียมใจมาแล้วว่าจะโดดเมื่อนาทีที่แล้ว แต่พอมันเลื่อนออกมา เราเริ่มรู้สึกว่า อยากโดดให้มันจบๆ เพราะงั้นตอนที่อีมิคกี้เหวี่ยงเรา (เหมือนเป็นหมากระเป๋าจริงๆ น่ะแหละ) มาห้อยต่องแต่งอยู่ที่หน้าประตู และรู้แน่ชัดว่าเราได้สูญเสียการควบคุมสถานการณ์นี้ไปหมดแล้ว เพราะขาสองข้างก็พ้นพื้นเครื่องบินไปแล้วด้วย เราเลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว นอกจาก ลงไปซะทีโว้ยยย เพื่อนกูหายไปหมดแล้วเนี่ย..

    ขั้นตอนที่หนึ่ง หงายคอ มือจับสายรัดที่หน้าอก

    ไม่มีสัญญาณอะไรจากอีมิคกี้ และแล้วมันก็ทิ้งตัวเราทั้งสองคนลงสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น เราต้องการจะเสพทุกประสบการณ์แบบไม่อยากพลาดอะไรเลย ก็เลยพยายามลืมตาดูทุกอย่าง ภาพแรกที่เห็นคือขาตัวเองตัดกับขอบฟ้าแบบหัวทิ่มลง ถ้าสโลว์โมชั่นเหตุการณ์ตรงนั้นแล้วพูดกับตัวเองได้ เราคงหันมาพูดใส่หน้าตัวเองว่า แม่งโคตรเด็ด บรีฟก่อนมาโดดเขาบอกว่า 60 วินาทีแรกเราจะตกลงมาแบบ Free fall (ซึ่งจุดนึงความเร็วจะคงที่แล้ว) เราจับเวลาจากวีดีโอที่ได้มา พบว่า Free fall จริงประมาณ 40 วินาที เราเคยคิดว่า มันจะวาบขนาดไหนนะ เวลาเราวาบเพราะรถลงสะพาน แค่วินาทีเดียวมันยังแว้บ.. ซะขนาดนั้น แล้วการวาบ 40 วินาทีมันจะเป็นยังไง

    สรุปว่ามันไม่แว้บ เพราะลมแรงมาก ลมตีรุนแรงเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์เร็วสุดๆ แบบไม่ใส่หมวกกันน็อค เสียงลมผ่านหูดังมากๆ ได้ยินแค่เสียงมิคกี้ถามว่า Are you OK? อีกครั้ง เราตะโกนได้แค่ว่า โอเค้.. แล้วต้องรีบหุบปาก เพราะลมตีปากกระพือผับๆๆ พอร่มน้อยอันแรกถูกดึงออก เราก็หยุดหัวทิ่มหัวตำแล้วกางแขนทำตัวโค้งเป็นกล้วยหอมจอมซน ตากล้องที่ไม่กางร่มน้อยแต่ใส่เสื้อที่มีปีกค้างคาวแทนเหินตัวเข้ามาใกล้ๆ ให้กล้องบนหัวแกได้เก็บภาพ รู้สึกได้อย่างแน่ชัดว่าหนังหน้ากระพือแบบควบคุมไม่ได้ และก็ไม่รู้จะเรียกโชคดีหรือโชคร้ายที่ได้จ่ายเงินเพื่อเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานซะด้วย คนจริงกล้าทำมันต้องกล้าโชว์แบบนี้ รู้สึกตัวเองเป็น General Mandible ในการ์ตูนเรื่อง Antz ตลอดเวลา

    เพื่อนแนะนำว่าคราวหน้าถ้าจะไปโดดอีกควรโบท็อกซ์ไปก่อน มันจะดีมั้ยหรือโบท็อกซ์มันจะไปรวมอยู่หลังหู

    เมื่อเรา Free fall มาจนถึงระยะกระตุกร่ม ตามิคกี้เช็คเครื่องวัดที่ข้อมือแล้วก็กึ่งโบกมือกึ่งตะเบ๊ะให้ตากล้องจากนั้นก็กระตุกร่ม ในวีดีโอจะดูเหมือนเราพุ่งขึ้น แต่ความจริงเรายังคงตกลงไปด้วยความเร็วที่ช้ากว่าเดิม แต่เพราะตากล้องจะต้องร่วงลงไปให้ไกลกว่าถึงค่อยกระตุกร่มของเขา ทำให้ดูเหมือนเราพุ่งขึ้นแรงมากและความรู้สึกก็เป็นทำนองนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าฮาร์เนสรัดตรงไหนไว้แน่นๆ มันจะเจ็บก็ตอนนี้ล่ะ และจากที่เราเงียบกริบมาตลอดหลังคำว่าโอเค้.. คำแรก ตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ดีที่จะตะโกนโวยวายแล้ว

    วู้ฮู้ว์ว์..

    หลังร่มกางเรียบร้อย มิคกี้บอกว่า ฉันจะปลดฮาร์เนสออกนิดนึงจะได้ไม่อึดอัดนะ อั้ยย่ะ มีปลดกลางอากาศด้วยโว้ย แต่พอปรับแล้วสบายตัวขึ้นจริงๆ เราแค่ถูกหิ้วอยู่ห่างๆ ไม่ได้มัดแน่นเหมือนทีแรก แต่ตอนจะปลดตะขอ เราก็แอบกังวลนิดนึงว่ามึงอย่าปลดผิดตัวนะมึง ช่วงนี้เราจะร่อนอยู่ประมาณ 5-7 นาทีเพื่อเข้าสู่เลนที่จะแลนดิ้งตามที่มีการวางแผนไว้ พอร่มกางทุกอย่างก็เงียบสงบ มิคกี้บอกถอดแว่นได้ละ แล้วเราก็เริ่มถามนู่นนี่ตามประสาคนที่อะดรีนาลีนพุ่งแล้วพูดมาก (แถมสำเนียงเมกันมาด้วย) เราจะแลนดิ้งตรงไหนเหรอ มิคกี้บอก Right under us. เราก้มลงไปมองพื้นดินผ่านเท้าตัวเองที่ห้อยอย่างอิสระอยู่บนท้องฟ้าแล้วรู้สึกหวิวหน่อยๆ พยายามเชื่อมโยงภาพจากท้อปวิวเข้าสู่ความทรงจำก่อนจะบินขึ้นมา พบว่าสนามแลนดิ้งสีเขียวสดใสกับออฟฟิศที่ตะกี้เรานั่งอยู่ในนั้น รออยู่ด้านล่างเราจริงๆ

    ในบรรดาทุกขั้นตอนที่ทำมา การเลี้ยวนี่แหละให้ความรู้สึกแว้บในท้องที่หวาดเสียวที่สุดเพราะเราจะเหวี่ยงทางคว่ำอย่างแรงและแทบจะสัมผัสได้ถึงความเวิ้งว้างเป็นกิโลเมตรที่ปลายเท้า ก่อนจะเลี้ยวแต่ละครั้งมิคกี้จะบอกว่า จะเทิร์นละนะ ตอนลงมาถึงข้างล่าง เพื่อนๆ บอกว่า เพื่อนๆ ได้ลองบังคับตอนเลี้ยวด้วย แต่เราไม่ได้ทำง่ะ อาจจะเพราะไม่มีเวลาหรืออีมิคกี้ไม่มีอารมณ์ขัน แต่เสียดาย อยากลองเลี้ยวเองมั่ง

    ไม่เร็วเกินไป และไม่ช้าเกินไป ความรู้สึกคือกำลังพอดีๆ เลย ก็ได้เวลาร่อนลง มิคกี้เตี๊ยมก่อนว่า ตอนบอกอย่าลืมยกขานะ ด้วยประสบการณ์ของนาง เราค่อยๆ ร่อนลงใกล้พื้นหญ้ามากๆ แล้วไถลด้วยก้นไปบนยอดหญ้าเปียกๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง ไม่น่ากลัวและไม่บาดเจ็บใดๆ คาร์ลซึ่งลงมาก่อน เดินเข้ามาหา ถามว่าเป็นไงบ้าง เราตอบไปว่า ชั้นเข้าใจแล้วทำไมพวกยูเลือกทำอาชีพนี้ มันสุดยอดมาก

    เราแลนดิ้งตรงจุดแบบสุดๆ แค่เดินตัดสนามหญ้าไปก็ถึงประตูออฟฟิศแล้ว ปูกำลังช่วย Instructor ของนางแกะหนามกระสุนออกจากขากางเกง เพราะตกลงไปเต็มๆ กอหญ้า นังทูนหน้าระรื่น เราสามคนได้ก้าวไปสู่ชีวิตอีกพาร์ทนึงในชั่วเวลาแค่ไม่กี่นาที ในตอนนั้นอาจจะบอกได้ว่า ชีวิตมี 2 ส่วน ส่วนนึงคือก่อนโดดเครื่องบิน และส่วนที่สองคือหลังจากนั้น เราบอกสองสาวว่า จากนี้ไปเราจะไม่กลัวความเครียด ไม่กลัวความผิดหวังหรือแม้แต่อกหักแล้วแหละ ตราบใดที่หยอดกระปุกเก็บตังค์ค่าโดดเครื่องบินไว้ จากนี้ไปมันจะเป็นวิธีรีเซ็ตที่ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับทุกๆ ความเซ็งในชีวิตเสมอ

    และที่เคยตั้งใจไว้ว่า ขอทำสิ่งนี้แค่ครั้งเดียวพอในชาตินี้ สรุปตอนนี้เปลี่ยนแผนซะงั้น ทริปนี้จึงมีชื่อที่บันทึกไว้เองว่า Our first jump.

    เพราะมันต้องมี Second อีกอย่างแน่นอน

  • พิดโลก-เขาค้อ 1st Trip after 2nd shot

    ก่อนล็อคดาวน์หลังสงกรานต์ 2564 เพื่อนสองคนสุดท้ายที่เรากินข้าวด้วยคือกอล์ฟติ๊ก ตั้งแต่ต้นเมษาที่ทำงานให้เริ่มต้น Work from home 100% Slot Games เราก็อาศัยอยู่คนเดียวในบรรยากาศซุปเปอร์แมกซ์มาตลอด ตัดความอยากได้ใคร่ดี อิสระเสรีภาพใดๆ เอาใส่กล่องแล้วเก็บซ่อนในห้องลึกสุดใน mind palace ล็อคกุญแจแล้วทำเป็นลืมไปว่ามันมีอยู่ นานจนจำไม่ได้ว่าลมพัดผ่านหน้ามันรู้สึกยังไง การได้ขับรถบนถนนโล่งๆ มันกระตุ้นหัวใจขนาดไหน จำเสียงสายน้ำอื่นนอกจากน้ำประปาไม่ได้ มีแค่เสียงนกร้องที่ระเบียงทุกวันที่คอยเชื่อมโยงคนนั่งทำงานพิมพ์คอมพ์ก๊อกๆ เข้ากับโลกข้างนอก ที่หยุดหมุนไปชั่วขณะ

    ครึ่งปีต่อมา เมื่อหลายคนทยอยได้วัคซีนเข็มที่สอง เพื่อนๆ เริ่มชักชวนกันกลับสู่โลก เรามีธุระได้ออกข้างนอกมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไปด้วย Save mode ไม่ได้เปิดเครื่องแบบเต็มกำลังเหมือนเคย ครึ่งปีที่อยู่คนเดียวเงียบๆ เหมือนเก็บตัวเองให้อยู่ในโคม่า รอวันโควิดหมดไปถึงค่อยฟื้น เหมือนใช้ตัวตนอีกบุคลิกมาคุมเครื่องจักรระหว่างที่ตัวจริงหลับใหล หลังจากทบทวนอยู่หลายตลบ มันก็ถึงเวลาที่จะปลุกตัวเองให้คืนกลับสู่โลกได้แล้ว เจ้าโควิด เราต้องอยู่กับมันไปอีกนาน งั้นเริ่มเลยละกัน

    และครอบครัวเพื่อนรักก็ยังคงเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เราเที่ยวด้วยหลังสภาวะซุปเปอร์แมกซ์ สมัยก่อนมันสองคนมีลูก เราเคยหัวหกก้นขวิดกันอยู่ตามป่าเขาและอุทยานแห่งชาติต่างๆ พร้อมโอริหมาร้อยดอยที่สูงวัยไปดาวหมาแล้วหนึ่งตัว ถึงแม้งานการพวกเราจะค่อนข้างมั่นคง แต่พวกเรางกและชอบนอนเต็นท์ ครั้งนี้ถือว่าเป็นทริปแรกนำร่องหลังจากไม่ออกเดินทางมาซะนาน เลยเลือกนอนเต็นท์คืนแรก และนอนรีสอร์ทคืนที่สองจะได้ไม่ลำบากมาก เราเซ็ตเส้นทางที่ชำนาญจะได้ไม่ลุ้นเจอเซอร์ไพรส์โดยเดินทางเป็นวงกลมรอบทิวเขาเพชรบูรณ์ เริ่มต้นขึ้นจากทางด้านซ้ายและแวะนอนคืนแรกที่ ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

    อากาศปีนี้และหลายปีก่อนหน้านี้แปรปรวนมากเนื่องจากสภาวะโลกร้อนที่มันเกินจะเยียวยาแล้ว ปีนี้ฝนตกชุกยาวนานและมีพายุติดๆ กันหลายลูก ณ ขณะนี้เองเราก็ยังลุ้นน้ำท่วมกันอยู่ ทั้งๆ ที่ลมหนาวก็แหลมหน้าพัดมาทักทาย เราเลือกจองที่พักที่เป็นกระท่อมไว้กางเต็นท์ด้านบน เผื่อฝนตกจะได้ไม่นอนชื้นมาก เพราะอุปกรณ์ที่เก็บกรุมานานยังไม่ค่อยพร้อม เนินมะปรางจะดัง จะดังมาหลายปี น่าจะเปรี้ยงปร้างไปกว่านี้แล้วถ้าไม่โดนคุณโควิดเตะสะกัดขา เราไปที่นี่มาหลายครั้งมาก เริ่มตั้งแต่เป็นที่รู้จักแรกๆ ที่จะนอนยังไม่ค่อยจะมี น่าดีใจที่ปีนี้มีที่ใหม่ๆ เกิดมาพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีร่องรอยของหลายกิจการที่ต้องพังพาบไปเพราะขาดรายได้นานเป็นปีๆ

    วันแรก

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม พวกเราลางานวันศุกร์และเดินทางโดยรถคุณเพื่อนขับมือเดียวถึงเนินมะปรางตอนบ่ายๆ ระหว่างทางเสียวน้ำท่วมเหมือนกันเพราะว่ากำลังเอ่อล้นเลยเชียว เราไม่ได้เช็คฤดูทำนาก่อนแต่โชคดีชะมัด มองไปทางไหนก็มีแต่ท้องนาสีเขียวสว่างสดใส ท่ามกลางแดดจ้า และฟ้าเป็นสีสดเหมือนตัดแปะ สมาชิกในทริปนอกจากผู้ใหญ่สามคนก็ยังมีน้องคุณหลานรักที่ไม่ได้เจอกันนานคิดถึงมาก เราจองที่พักเป็นแคมป์ไซต์ยี่ห้อ “บ้านมุงแค้มป์” หรืออีกชื่อคือ “หมาบ้าใจดี” ที่มีทำเลสวยสุดๆ ในอ้อมกอดภูเขาทั้งหน้าและหลัง แถมยังได้นอนกระท่อมหลังสูงที่วิวดีกว่าชาวบ้านแบบบวกเมตรครึ่ง เราสี่คนกรี๊ดกร๊าดกับวิวเสร็จแล้วก็ช่วยกันกางเต็นท์หลังยักษ์แบบสองห้องนอนที่เราเพิ่งมือลั่นกดช้อปปี้มาสดๆ เนื่องจากมีหลังคาสังกะสีคุ้มหัวอยู่แล้ว เลยเลือกที่จะไม่ปิดฟลายชีตด้านบน ปล่อยเปิดเป็นมุ้งโล่งๆ เพื่อระบายอากาศให้เย็นสบายยิ่งขึ้น

    กิจกรรมบ่ายนั้นเรียบง่ายมากๆ เราขับรถเล่นชมวิว ไปตลาดหาของกินที่ยังขาด ซึ่งก็ไม่เยอะเพราะเตรียมมาแล้วพอสมควร แต่ตื่นเต้นกับมะนาวมาก ทั้งขายถูก ลูกใหญ่ น้ำเยอะ เป็นปลื้มที่สุด จากนั้นก็ไปนั่งรอชมค้างคาวออกหากิน ซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่ เรามาเนินมะปรางหลายครั้งแต่พลาดค้างคาวทุกครั้งด้วยสารพัดเหตุผล (ครั้งหนึ่งคือ ขับมอไซค์หลง กลับมาไม่ทัน) แดดอ่อนๆ ยามเย็นยังมีความร้อนหลงเหลือแต่ไม่มากมาย อากาศดีมาก ลมพัดเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวหลายคนมานั่งรอชมค้างคาว เราใส่หน้ากากสองชั้นแนบหน้าจนหน้าเปียก ซื้ออาหารปลาไปโรยในบึงกับน้องคุณอย่างสนุกสนาน แม่ค้าและชาวบ้านพูดคุยแนะนำข้อมูลให้นักท่องเที่ยวกันคึกคัก เราสังเกตว่าของกินเล่น น้ำดื่ม อาหารปลาที่ขายได้ ไม่ได้มากมายอะไร แต่ดูจากท่าทางดีใจของคนขายแล้ว เขาก็คงอยู่กันแบบแห้งแล้งมานานเหลือเกิน มองภูเขาตรงหน้าที่ยอดสูงสุดเห็นธงแว้บๆ เลยเอาเลนส์ซูมดู พบว่ามีคนเดินเขากันอยู่ สนใจมากๆ กะว่าคราวหน้าต้องมาเดินเขาให้ได้เลย

    ห้าโมงครึ่ง ฟ้ายังไม่มืด ค้างคาวเช็คเทียบเวลาแม่นเป๊ะแล้วเริ่มบินออกจากถ้ำ พวกมันบินเร็วจี๋เรียงหน้ากระดานต่อเนื่องเป็นสาย และตามที่คุณป้าร้านขายของบรีฟคือมันพยายามยังไม่บินสูงเพราะนกใหญ่อาจจะมาโฉบไปกินได้ กล้องเราเป็นคอมแพ็คล้วนๆ ไม่สามารถถ่ายให้ดีไปกว่าปื้นค้างคาวได้ ได้แต่ดูและพยายามเดินหามุม พอแสงค่อยๆ อ่อนลง สายธารค้างคาวก็ตวัดสูงขึ้นเหนือยอดเขาทำให้มองเห็นได้ชัดขึ้น เราดูอยู่นานมาก และพวกมันไม่มีทีท่าว่าจะหมด เมื่อได้ดูจนจุใจและหิวแล้ว เลยกลับแค้มป์กันดีกว่า

    พอฟ้ามืดอากาศก็เย็นสบาย เราปิ้งย่างอะไรง่ายๆ กินกัน (การเผาผลาญที่ต่ำทำให้กินนิดหน่อยก็อิ่มแล้ว ดีจริงๆ) จากนั้นก็เข้าไปนั่งเล่นการ์ดเกมต่อในเต็นท์ยักษ์ที่ซื้อมาเพื่อการนี้ เนื่องจากแพ้ยุงหนักขึ้นทุกวันๆ ถ้าความสุขของการไปแค้มปิ้งคือการนั่งเล่นกับเพื่อนยันดึกดื่น ความทุกข์ก็คือการรักษาแผลยุงหลังจากนั้น 3-4 เดือน ห้องระเบียงมุ้งของเต็นท์ยักษ์จึงช่วยได้เป็นอย่างดี สามคนนั่งล้อมวง แถมเล่นเกมที่ใช้พื้นที่กางการ์ด ยังสบายๆ ยัดพัดลมเข้าไปได้อีกตัว แลกกับน้ำหนักที่ต้องแบก 14 กก. ถือว่าคุ้ม

    อุปสรรคชีวิตนิดหน่อยตรงจิ้งจกทิ้งดิ่งลงมาเกาะเพดานเต็นท์ ไม่ว่าจะตรงมุ้งหรือตรงผ้าใบก็มองเห็นได้ชัดจากด้านล่าง มองทีไรก็ขนลุกเกรียวกราว แก๊งเรามีกันสี่คนกลัวจิ้งจกหมดทุกคน บ้าบอจริงๆ อีกอล์ฟเป็นที่พึ่งได้สุดแล้วคือมันดีดจิ้งจกได้สองตัว แมนมากเพื่อน

    คืนนั้นนอนสบายๆ ไม่ดึกมาก ทริปผู้สูงอายุกับเด็กก็งี้ เสียงเต็นท์กลุ่มใหญ่ใกล้ๆ เมาและแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันซ้ำไปซ้ำมา แต่เราหลับง่าย ฟังอยู่ไม่นานก็หลับ เพิ่งมารู้ตอนเช้าว่าเจ้าของสถานที่ไปตักเตือนแล้วสมาชิกในกลุ่มมีด่ากลับด้วยว่าให้ไปเปิดสถานปฏิบัติธรรมแทน ก็น่าน้อยใจแทนเจ้าของแค้มป์ที่พยายามสร้างสิ่งที่ดีงาม แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราให้กำลังใจและบอกว่าประทับใจมาก และจะมาใหม่อย่างแน่นอน

    วันที่สอง

    เช้าตรู่ เราสี่คนตื่นขึ้นมาแล้วออกไปวิ่งรวม 3.5 กม. ลัดเลาะภูเขาไปจนถึงปากทางเข้าน้ำตกขุนห้วยเทินซึ่งเราจำชื่อไม่ได้ซักที แล้วก็วนกลับ (ที่พิมพ์อยู่นี่ก็ต้องไปกุ๊กเกิ้นชื่อมา) ที่ทางเข้าน้ำตกมีคุณยายที่ extrovert สุดๆ ท่านนึง โฆษณาให้เราเข้าไปเที่ยวที่น้ำตกให้ได้เลยนะ หยุดคุยกับแกอยู่นานเหมือนกัน บรรยากาศและอากาศช่างดีงาม สองข้างทางสวยมากๆ มีคนออกมาวิ่งกันพอสมควรเลย เราคุยกันว่า ถ้าบ้านอยู่แถวนี้ก็คงออกมาวิ่งทุกเช้าเหมือนกัน ข้างถนนช่วงแรกมีลำรางระบายน้ำเล็กๆ น้ำใสอย่างกับทางระบายน้ำในญี่ปุ่นและมีนกหากินอยู่ใกล้ๆ พอเราวิ่งเข้าไปมันก็บินหนีขึ้นฟ้า นกสีขาวตัดกับท้องนาและภูเขาสีเขียวอ่อนแก่ และดอกไม้ที่ถูกปลูกไว้ตรงนั้นตรงนี้ก็ออกดอกแข่งกันอวดความสดใส

    สมาชิกหิวโซกลับมา ติดเตาทำอาหารเช้าง่ายๆ กิน ส่วนเราซึ่งยังไม่ออกจากโปรแกรมไดเอตขั้นรุนแรงที่เริ่มมาตั้งแต่ล็อคดาวน์ ทั้ง IF และคีโต จะว่าชีวิตง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็.. นิดหน่อยนะ เราไม่กินข้าวเช้า แต่ใช้เวลาเตรียมอาหารเที่ยงไร้แป้งไร้น้ำตาลสำหรับตัวเองไว้ก่อน จากนั้นเราผลัดกันไปอาบน้ำ และกลับมาปลุกปล้ำเก็บเต็นท์ เก็บข้าวของพร้อมเดินทางกัน เต็นท์ยักษ์นี่เก็บและกางไม่ยากเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยช่วยกันสองคนจะดี เพราะมันใหญ่มาก ถ้าทำคนเดียว กว่าจะเดินวน มีเหงื่อตกเหมือนกันแหละ อาจจะต้องวิ่งไปอาบน้ำใหม่อีกรอบ

    ออกจากแค้มป์เราแวะที่น้ำตกขุนห้วยเทิน สำหรับเราแล้วที่นี่มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือเมื่อหลายปีก่อนเราบังเอิญมาที่นี่ตอนเขากำลังเปิดเป็นที่ท่องเที่ยวพอดี เรียกได้ว่าเป็นวันแรกๆ เลย หน้าน้ำตกชั้นล่างสุดชันประมาณ 60 องศา มีน้ำไหลแรง แต่ตอนนั้นชาวบ้านกลับเดินสวนน้ำขึ้นไปเฉยๆ พอลองเดินบ้างถึงได้รู้ว่า น้ำตกที่แทบไม่เคยมีใครมาเหยียบเลยเนี่ย มันมีพื้นผิวหินที่หยาบมาก มีแรงเสียดทานสูงมากจนไม่มีความลื่นเลย ถึงได้เดินตัวตรงๆ ขึ้นไปได้สบายๆ สำหรับการไปเยือนครั้งนี้ ลองไปเหยียบที่เดิมดูอีกครั้งพบว่าฟริคชั่นหายไปเยอะเหมือนกัน อีกไม่กี่ปีคงลื่นปื๊ดเหมือนน้ำตกท่องเที่ยวทั่วๆ ไปละแหละ

    เราสี่คนเดินไต่ขึ้นไปได้ถึงชั้นสองก็วนกลับ เพราะว่าคนเยอะแล้วก็มีคนสูบบุหรี่ ถ้าไม่เจอคนเยอะแบบนี้ ที่นี่น่าไต่เล่นมาก ทางเดินสนุก น้ำแรง มีมุมให้ถ่ายรูปหรือลงเล่นน้ำหลายจุดเลย แต่วันนี้เราเอาเท่านี้พอ ใส่หน้ากากไต่ทางชัน หอบแฮ่กๆ เลยเหมือนกัน

    จุดหมายต่อไปคือจุดชมวิวบ้านรักไทย ทิวทัศน์พิเศษของเนินมะปรางที่ไม่เหมือนที่ไหนคือเขาหินปูนสูงชันตัดกับท้องนาสไตล์ภาคกลาง บ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านบนที่ราบบนเขา เพื่อนๆ ถามว่าทำไมได้ยินชื่อหมู่บ้านรักไทยบ่อยๆ ในหลายๆ ที่ เท่าที่จำได้ หมู่บ้านชื่อทำนองนี้ จะเป็นหมู่บ้านที่เคยมีปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเรียกว่าคอมมิวนิสต์ ทำให้การปราบปรามต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน หรือเรียกว่าดูแลใกล้ชิดโดยทหาร ก็จะมีการตั้งชื่อหมู่บ้านที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้ แต่ทุกวันนี้หมู่บ้านรักไทยซึ่งฝั่งหนึ่งมีวิวอลังการ ได้กลายเป็นที่พักหลากหลายแนวและคาเฟ่กับร้านอาหาร หลังจากขับขึ้นถนนชันดิ๊กๆ และคดโค้ง ซึ่งพอเพื่อนบอกหวาดเสียว เราก็ได้ทีข่มเลยว่า เคยแว้นมอไซขึ้นมาแล้วนะ (คิดมาถึงตรงนี้ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตอนนั้นทำไปได้ไงฟระ) เราแวะทานมื้อเที่ยงที่ร้านหนึ่งพร้อมชื่นชมวิวพานอรามา ท่ามกลางแสงแดดแผดๆ ยามเที่ยง แนวภูเขา ต้นไม้และท้องนาด้านล่างดูเหมือนโมเดลจำลองที่ทำขึ้นละเอียดยันดีเทลสีสันสดใส คนไดเอตเห็นตู้ไอติมแล้วก็ได้แต่ถอนใจ คิดถึงการเจออะไรก็กิน เจออะไรก็กิน แต่ก็เพราะทำแบบนั้นมาตลอด ทำให้ต้องมานั่งกินข้าวห่อคนเดียวเงียบๆ อย่างทุกวันนี้สินะ

    เป้าหมายต่อไปเราจะไปนอนเขาค้อ ที่พักที่จองไว้จะอยู่ช่วงเขาค้อตอนบนๆ เส้นทางที่เรารู้จักคือขับอ้อมไปบนถนนสาย 12 แต่กุ๊กเกิ้นบอกว่ามันลัดไปลงอีกฝั่งได้จากบนบ้านรักไทยเลย ซึ่งจะประหยัดเส้นทางไปได้พอสมควรแต่ประหยัดเวลาได้แค่นิดหน่อยเพราะถนนมันเล็ก เราเลือกข้ามเขาบนเส้นทางใหม่กัน เพื่อความตื่นเต้น ถนนไม่แย่มาก มีถนนดินแดงโผล่มาสองสามแว้บ แว้บละไม่นาน ไม่ถึงกับใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนบางที่ ทางลงฝั่งนี้มีความชันบ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับทางขึ้นฝั่งเนินมะปรางที่เพิ่งผ่านกันมา

    ที่พักคืนที่สองเป็นรีสอร์ทชื่อภูหมอกวิลเลจ บ่ายแก่ๆ พอไปถึงเราก็ตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปไหนกันเลยเพราะมันชิลมาก รีสอร์ทเงียบสงบ มีแขกไม่กี่ห้อง ให้พื้นที่ส่วนกลางที่ดูแลจัดการดีไว้เยอะมากเทียบกับปริมาณห้องพัก เรียกง่ายๆ ว่า ถ้าจะงกเงิน อยากสร้างห้องพักอีกซักสองเท่าก็ยังไหว แต่ไม่ทำ ปล่อยไว้เป็นสวนกว้างๆ กับวิวภูเขาที่เห็นได้ทั้งสองฝั่งจากระเบียงห้องนอนทุกห้อง จากโถงทางเดิน และจากทุกซอกทุกมุมที่ดีไซน์ให้เข้าถึงแสงแดดและวิวภูเขา ช่วงที่แดดยังแข็ง เราเล่นการ์ดเกมกันอีกและเกิดเป็นมุกตลกส่วนตัว เมื่อเจ้าเด็กต้องการให้ผู้ใหญ่ใช้การ์ดช่วยให้หลุดจากการโดนแอทแทคต์แต่ทั้งพ่อแม่และอามันไม่ยอมช่วย น้องคุณเลยร้อง ช่วยด้วย ช่วยด้วยเป็นระยะ พวกเราขำกันว่าถ้าฟังจากข้างนอกอาจจะมีลุ้นโทร.แจ้งตำรวจว่าผู้ใหญ่บ้านนี้ทำร้ายเด็กกันบ้าง

    พอแดดเย็นเป็นสีทอง พวกเราลงไปเดินเล่นที่สวน อากาศฝั่งนี้ของเขาค้อเย็นลงกว่าเนินมะปรางอย่างสัมผัสได้ ให้ความรู้สึกเหมือนหน้าหนาวมาแล้วอย่างรวดเร็วแต่ละมุนละไม หมาตาตี่ตัวนึงมาเล่นกับติ๊กอย่างสนิทสนมเหมือนพกมาเองจากบ้านซึ่งติ๊กเป็นด๊อกวิสเพอร์เรอร์อยู่แล้ว การที่หมาแปลกหน้าวิ่งมาศิโรราบไม่ใช่เรื่องใหม่ เจอบ่อยๆ แต่เราซึ่งวางกล้องเรี่ยราด แอบเสียวมันจะคาบโกโปรวิ่งหนีเหมือนกัน อาจจะได้ฟุตเตจสวยๆ ชุ่มน้ำลายแต่ไม่ลุ้นจะดีกว่า

    นานแค่ไหนนะที่ไม่ได้นั่งบนสนามหญ้าแบบนี้ เพื่อเฝ้ารอดูแสงสุดท้ายของวันค่อยๆ หมดลง

    คืนนั้นแก๊งเราหลับเร็วมาก เร็วแบบ กลัวใช้เตียงไม่คุ้มเหรอเพื่อนๆ

    วันที่สาม

    เนื่องจากนอนเร็วมาก ปลุกตอนเช้านี่ห้ามอิดออดแล้วนะ เราแต่งชุดวิ่งกัน แต่ขับรถไปจุดชมวิวทะเลหมอก มีคนมาเยอะมากเลย รถงี้จอดกันเพียบ แผงขายของก็คึกคัก เช้านั้นอากาศโปร่งมาก อาจจะลมแรงเกินไปเลยไม่มีหมอก ยืนชมวิวนิดหน่อยตียิมโปเกมอนแล้วก็ไปช้อปปิ้ง เจ้าเด็กน้อยใส่ชุดชาวเผ่าขายของเสียงใส เราซื้อยางรัดผมจากเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่พูดจาฉะฉานเหมือนพิธีกรช่องเด็กในทีวี แล้วลองถามว่า นักท่องเที่ยวกลับมาแล้วหนูดีใจไหม เด็กน้อยตอบอย่างฉลาดว่า ดีใจค่ะ แต่ก็ไม่ดีใจมากเพราะโควิดก็จะกลับมาเหมือนกัน ยัยหนูพูดไปพลางก็กดเจลมาถูมือไปพลาง ในด้านของหลานชายช่างช้อปเป็น ได้ของเล่นจากจุดนี้มาสองชิ้นได้แก่กังหันลมสีสวยกับปืนไม้ยิงยางวง ส่วนผู้ใหญ่ได้ผลไม้นิดหน่อย

    พอกลับถึงรีสอร์ท เพื่อนๆ ว่าจะไปกินข้าวเช้าเลย เราเลยขอลงที่ปากทางเข้ารีสอร์ทแล้ววิ่งขึ้น เป็นทางชันเล็กน้อย ระยะทางรวม 1 กม. ทำได้ดีกว่าสมัยก่อนเยอะ หวังว่าสุขภาพที่ดีขึ้นจะนำเราไปสู่การผจญภัยใหม่ๆ ที่สนุกขึ้นอีกในอนาคตนะ (ฉันจะไม่ยอมแก่ง่ายๆ เหอๆๆ) จากนั้นก็กลับไปที่ห้องพร้อมหลานชายซึ่งอิ่มข้าวแล้ว อยากไปลองยิงปืนของเล่นชิ้นใหม่มากกว่า เราจึงนั่งทำอาหารเตรียมสำหรับมื้อเที่ยงและช่วยทำเป้าซ้อมยิงปืนไปพร้อมๆ กัน

    เราเช็คเอาท์กันประมาณสิบโมง เพราะวันนี้ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ จึงจะไม่แวะเยอะแยะ เราเลือกที่แวะที่น่าสนใจแค่สองจุด ที่แรกคือกังหันลม ซึ่งเป็นการแก้มือเพราะเราเคยพยายามขึ้นไปแต่ขึ้นผิดทางจนไปเจอถนนพังต้องย้อนกลับมาแล้ว ครั้งนี้ขึ้นถูกทาง แต่ข้างบนคนค่อนข้างเยอะแฮะ ระบบการจอดรถที่จะเอาตังค์อย่างเดียว ทำให้โมโหนิดหน่อย แต่อากาศเย็นสบาย ฟ้าสวยมากๆ ทำให้โมโหไม่ได้นาน หลังจากที่จอดรถ จะมีจุดให้ซื้อตั๋วรถเวียนบริการพาไปเที่ยวด้านในทุ่งกังหันลมซึ่งไม่รู้มีอะไรบ้าง พวกเราไม่ได้ไป แค่เดินเล่นรอบๆ ตรงร้านขายต้นไม้และของฝากก็ได้รูปเพียบแล้ว น้องคุณได้ของเล่นทวนไม้มาอีกอันซึ่งรักมาก ถือตลอดทางกลับเลย (แต่พอถึงบ้านอาจจะกลายเป็นที่ค้ำประตูก็เป็นได้) เขาเรียกทวนแต่เราว่ามันไม่ใช่ทวนนะ มันเป็นดาบกวนอู ใบดาบสั้น ด้ามยาว ไม่รู้เรียกว่าอะไรแน่

    สันเขารับลมเต็มที่ ลมพัดแรงดีไม่มีตก ใบกังหันทุกต้นหมุนฟึ่บๆ ตลอดเวลา คงปั่นไฟได้เยอะแยะเชียว แต่คุณค่าทางการท่องเที่ยวน่าจะเยอะไม่แพ้กัน เพราะตรงจุดนี้วิวสวยมาก และคงเป็นที่เที่ยวฮอตฮิตไปตลอด

    ได้เวลาอันควรเราก็เดินทางต่อ เป้าหมายต่อไปคือล่องเรือแม่น้ำเข็ก แก่งบางระจัน ซึ่งเราเคยทำสิ่งนี้กันมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เนื่องจากบริการล่องเรือทำโดยชุมชน เราพยายามหาเบอร์โทร.เช็คว่าเปิดรึเปล่าแต่หาไม่ได้เลย โทร.ไปหลายเบอร์ที่หาเจอในอินเตอร์เน็ตก็ถูกเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว เลยตกลงกันว่า มุ่งหน้าตรงไปดูด้วยตัวเองเลย ถ้าได้ล่องเรือก็ล่อง ถ้าไม่ได้ก็อาจจะแวะไปเดินเล่นใน อช.ทุ่งแสลงหลวงแทนก็แล้วกัน

    ระหว่างทางพวกเราหยุดกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาราบิก้าเขาค้อ ส่วนเราสั่งอเมริกาโน่โนน้ำตาลหนึ่งแก้ว และกินของพกมาเองตามเคย ร้านนี้บรรยากาศดี มีสวนให้เดินเล่นย่อยอาหารที่ดูแลดีสวยงามเลยแหละ

    โชคช่างเข้าข้างเรา พอไปถึงแก่งบางระจันสิ่งแรกที่เห็นคือราวไม้ที่แขวนเสื้อชูชีพสะอาดๆ สีส้มสดใสไว้เป็นตับ ชาวชุมชนสองสามคนกำลังง่วนทำงาน พอเราไปถามว่าล่องเรือไหม คำตอบที่ได้คือ เขาเปิดบริการวันนี้วันแรก และพวกเราเป็นลูกค้ากลุ่มแรกตั้งแต่ล็อคดาวน์ที่โผล่มาเอาตอนบ่ายๆ ค่าล่องเรือทั้งหมด 800 บาท จำไม่ได้ว่า คนละ 200 บาทหรือเป็นราคาเหมา ตอนนั้นได้ล่องเรือก็ดีใจลิงโลด ไม่สนอะไรละ รีบเตรียมข้าวของน้ำขนมแล้วลงเรือกัน เราคอมเมนต์ว่าลูกค้าอยากโทร.เช็คก่อนแต่หาเบอร์ไม่ได้เลยค่ะ ผู้ดำเนินการชี้ให้ดูเบอร์ใหม่ที่เขียนไว้บนผนังและบอกว่า เบอร์ที่อยู่บนป้ายไวนิลด้านบนน่ะไม่ใช้แล้ว อันนี้คืออุปสรรคของการดำเนินธุรกิจโดยชุมชนเลย คือเขาคิดว่าเขาก็อยู่ตรงนี้ตลอด แต่คนจะมาเขามาไกลและต้องการเช็คหรือจองก่อนเฟ้ย เข้าใจกันบ้างเซ่

    คนพายเรือมีหัวท้าย คุณป้าด้านหน้าบรีฟอะไรให้เราฟังเรื่อยๆ ป่าที่ไม่มีคนมาเยือนนานมาก ดูเงียบสงบแต่ก็มีชีวิตชีวา ขาขึ้นพายทวนน้ำ แดดอัดหน้า เราซึ่งหดหัวอยู่ในหลังคามานานจนซีดขาว จากคนที่ผิวสีน้ำตาลตกกระ ชอบตากแดดเป็นชีวิตจิตใจ กลายเป็นกลัวแดดและแสบผิวง่ายขนาดหนักเลยต้องใส่เสื้อแขนยาวกันยูวีโผล่แต่ลูกกะตาเหมือนจะไปรับจ๊อบตัดอ้อยแล้วกลัวใบอ้อยบาด นกกระเต็นปีกสีฟ้าสดใสโผเกาะบนกิ่งไม้สูงๆ เสียงใบพายแหวกน้ำเบาๆ ตัดสลับกับเสียงลมเสียงป่า นกร้องและจั๊กจั่นกรีดปีก เราถามว่าเดี๋ยวนี้คนลักลอบตัดไม้ยังมีอยู่ไหม คุณป้าว่าไม่ค่อยมีแล้วเพราะ อช.เขาดูแลใกล้ชิด ขอให้จริงนะป้า มองไปหลังทิวไม้ริมน้ำ ดูด้านหลังโล่งๆ เห็นท้องฟ้าง่ายๆ ยังไงชอบกล

    สิบกว่าปีก่อนปลายทางของการล่องเรือคือเดินเท้าเข้าป่ารกๆ ไปดูน้ำตก แต่โปรแกรมนี้เหลือแค่ถึงแก่งกลางน้ำที่มีผีเสื้อสวยๆ มากินน้ำที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุที่พวกมันชื่นชอบแล้วก็ยูเทิร์นกลับ เราโอเคเพราะเราต้องเดินทางกันอีกไกล ไม่เสียเวลามากก็ดีแล้ว แต่สำหรับการอ้อยอิ่งถ่ายรูปผีเสื้อ เราก็เต็มที่ไปเลยจนหลานบอกพอเฮอะอาแอ้ คุณป้าบอกว่า ให้ลองเอามือจุ่มน้ำเปียกๆ แล้วสอดเข้าที่ด้านหน้าหนวดผีเสื้อช้าๆ เข้าตรงขาหน้า มันจะเกาะนิ้วเลย ลองแล้วเวิร์คจริงๆ ด้วยแหละ ผีเสื้อที่แก่งนี้สวยมาก บางลายไม่เคยเห็นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ คุณป้าว่า นักดูผีเสื้อหรืออาจารย์ผีเสื้อเขานิยมมา และเวลานักท่องเที่ยวมาเต็มๆ เขาจะใช้น้ำปู (น่าจะเป็นน้ำปูดอง) มาราดเพื่อเรียกผีเสื้อมาเยอะๆ แน่ะ มีสูตรลับอีก ระหว่างที่อาแอ้ง่วนถ่ายรูปผีเสื้อ หลานชายก็ลุยน้ำเย็นเจี๊ยบกลับไปกลับมาเป็นที่น่าสนุกสนาน เอาจริงถ้าลงได้ทั้งตัวคงยิ่งสนุกแหละ

    ขากลับเป็นการล่องตามน้ำ เลยใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็ถึง ติ๊กตาดี เห็นนกเงือกแล้วเรียกให้ทุกคนดู ผู้ใหญ่ได้เห็นหมดทุกคน เสียดายน้องคุณไม่เห็น เพราะเจ้านกได้ยินเสียงคนเอะอะเรียกชื่อมัน มันเลยทิ้งตัวลงแอบซ่อนในดงไม้หนาทึบแทนที่จะบินขึ้น ทำให้มองยังไงก็หามันไม่เจออีก ก่อนถึงที่หมายเล็กน้อย เราแวะวัดซื้ออาหารปลาและเลี้ยงปลาในเขตอภัยทานบนเรือลำน้อยกราบเรือต่ำของเรา ได้เปลี่ยนกางเกงก็เพราะอีตรงนี้แหละ เหล่าปลาคงไม่ได้กินอาหารเม็ดนานสินะ น้องคุณสนุกสนานมาก นั่งหน้าเลี้ยงปลา แล้วปลาผู้หิวโหยก็ยื้อแย่งพื้นที่ผิวน้ำ ดีดตัวสาดน้ำมาข้างหลังใส่อากับแม่มันซะชุ่ม เปียกไม่ว่า ดันเหม็นคาวปลากับอาหารเม็ดด้วยเนี่ยสิ แต่เด็กเมามันมาก

    ออกจากแก่งบางระจัน เรายิงยาวกลับกรุงเทพฯ เลย รถติดเป็นระยะตั้งแต่ลพบุรียันปทุม ไม่ได้น่าเกลียดมากเพราะถนนกว้าง ติดแบบไหลๆ แต่ไม่ปรู๊ดปร๊าด และแล้วทริปแรกของศักราชใหม่ก็จบลงอย่างสวยงาม ถึงกทม. ไม่ดึกมาก แต่โคตรเพลีย แล้วก็ตัวรุมๆ อยู่อีก 1.5 วันหลังจากกลับ ไม่รู้ว่ารับเชื้อมาแล้วกำลังสู้อยู่รึเปล่า ถ้าเป็บแบบนั้นก็ชนะแหละ เพราะตอนนี้สบายๆ ชิวๆ และประกาศได้อย่างเป็นทางการว่า อิชั้นตัวจริงฟื้นจากโคม่าแล้วจ้าเวิล์ด..