Blog

  • โอมานอีสออซั่มมมม #๑

    ปฐมบท

    ไม่เคยคิดจะไปเลย โอมาน
    คือรู้จักคำนี้ว่าเป็นนามสกุลอุปโลกน์ของดาราก่อนที่จะรู้ว่าเป็นชื่อประเทศซะอีก รู้สึกว่ามันถูกใช้จนแปดเปื้อนไปแล้ว ไอ้เราเองก็มีที่อยากเที่ยวมากมาย หาเงินไม่ทันเที่ยวจนต้องอดมื้อกินมื้อจนซูบผอม (ไม่เชื่อก็ทำเป็นพยักหน้าไปก็ได้) ย่อมไม่รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออะไรกับประเทศนอกวิชลิสต์แบบนี้อยู่แล้ว
    เพื่อนวัยเด็กของเรา ไปอาศัยอยู่ที่นั่นเป็น ๑๐ แล้ว หลายปีก่อนเคยถามที่อยู่จะส่งโปสการ์ดไปหา (แม้กระทั่งในยุคนี้ โปสการ์ดก็ยังเป็นช่องทางคอนเนคต์กับมนุษย์ที่เราโปรดปรานที่สุด) เพื่อนบอกว่า ไปรษณีย์ไม่ค่อยจะครอบคลุม สรุปว่าการส่งกระดาษน้อยใบเดียวดูจะเป็นเรื่องลำบากลำบนซะอย่างนั้น สำหรับประเทศเศรษฐีน้ำมันที่รวยๆ เราไม่เข้าใจว่าทำไมจะส่งโปสการ์ดไม่ได้วะ จากนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรโอมานอีก

    สุดท้ายก็จับพลัดจับผลูจัดทริปไปโอมานกันจนได้ เพราะความเลยตามเลย ไม่ขัดใจเพื่อนและความอยากรู้อยากเห็นของเราเอง ไอ้นิสัยนี้ทำให้ได้ทำอะไรที่ไม่คิดว่าจะทำมาเยอะแยะแล้ว ทำไมเพื่อนไม่ผลักดันไปหาผู้ชายดีๆ บ้างนะ บางทีก็สงสัยอยู่ในใจ

    ทริปนี้มีความ “ครั้งแรก” หลายอย่าง

    ไปทะเลทรายร้อน เป็นครั้งแรก เป็นทะเลทรายแบบ ทราย. ไม่เหมือนมองโกเลียที่เป็นทะเลทรายแบบดินหิน คือเป็นดินแดนรกร้างมากกว่า
    ไปตะวันออกกลาง (ตรงริมๆ) เป็นครั้งแรก
    ไม่ได้แพลนทริปเอง เป็นครั้งแรก
    ไปประเทศมุสลิม เป็นครั้งแรก พร้อมหมูแห้งเต็มกระเป๋า
    แบกเต็นท์สองหลังไปต่างประเทศ เป็นครั้งแรก (และยังเสือกเอาฟลายชีทกับผ้าใบรองพื้นผืนใหญ่ไปด้วย)
    เปิดยูทูปหัดโพกผ้าแบบมุสลิม เป็นครั้งแรก ไม่เข้ากับหน้าเลย ตาตี่หน้ากลมๆ โพกผ้าตีกรอบแก้มแล้วดูอย่างกะขนมเข่ง

    ก่อนไปมีความลังเลเรื่องดีเทลการท่องเที่ยวและแผนการ หลักๆ ก็ไม่อยากกวนเพื่อนมาก รองลงมาก็อยากผจญภัยเอง รับผิดชอบชีวิตและการกระทำของตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายก็สรุปว่าให้เงาะกับมาร์ค สองผัวเมียเจ้าถิ่นจัดการทำแผนและนำเที่ยวเสร็จสรรพไปเลย ซึ่งสำหรับเราไม่เคยเดินทางแบบที่ไม่ได้แพลนเองมานานแล้ว ต้องอาศัยการปล่อยวางพอสมควร มีบางคนเคยบ่นว่าได้เตรียมแผนป้องกันอันตรายไว้มั่งไหม ฟังดูก็เหมือนเป็นห่วง แต่เราก็เป็นแบบเนี้ย ต่อให้มีปัญหาอะไรยังไง ก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ต่อให้หลงกลางทะเลทรายชั้นก็ไม่ตายหรอก ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นน่าจะตอบไปแบบนั้น
    จริงๆ นานๆ จะมีคนเป็นห่วงทีก็ไม่ควรเก่งใส่เนาะ ไม่ทันแล้ว

    ผู้ไปเยือนนอกจากเราก็มีหนิงและมุ้ยอีกสองคน ซึ่งฝ่ายหญิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กฝ่ายชายคือสามีมัน สองคนนี้เที่ยวเยอะแบบมนุษย์ปกติ แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องดูแลเพื่อน และทำให้อีสองคนนี้ปลอดภัยกลับมาด้วยให้ได้

    เรื่องราวสนุกๆ กับการเดินทางแค่ ห้าวันหน่อยๆ กำลังรอการเปิดเผย สปอยล์ให้ก่อนว่า ทุกอย่างราบรื่น เจ้าบ้านดูแลดี๊ดี ได้เดินทางกันแบบสนุกมากๆ บางครั้งเป็นคนตามบ้าง ก็ดีเหมือนกันนิ

    เพียงแต่ในบางบริบทคนที่ชั้นอยากจะตาม เค้าก็ไม่ได้อยากจะนำชั้น..

    ก่อนได้ไปเยือน เรารู้แค่ว่าโอมาน = น้ำมัน = ทะเลทราย จบ ไม่ได้รู้เรื่องอื่นที่น่าสนใจ เป็นต้นว่าสุลต่านที่ปกครองประเทศในปัจจุบัน ทรงปกครองมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๓ เพียงพระองค์เดียว ก่อนหน้านั้นประเทศโอมานเป็นเพียงชนเผ่าด้อยการพัฒนาในแทบทุกด้าน ทั้งดินแดนมีถนนก่อสร้างยาวแค่ ๖ กม. เท่านั้น สุลต่านอัลซาอิด (Qaboos bin Said al Said กอบุส บิน ซาอิด อัลซาอิด) หลังจากชิงอำนาจมาจากพ่อของตนเองที่ปกครองดินแดนอยู่ก่อนแบบโบราณ ด้วยการสนับสนุนจากฝั่งอังกฤษ (แน่ะ ไปแจมกับเขาอีก) แล้วก็ใช้ความรู้และแนวคิดแบบสมัยใหม่ที่ได้เรียนมาจากต่างประเทศ พร้อมกับสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับรอบด้าน มาพัฒนาโอมานให้โตแบบก้าวกระโดดแล้วทะยานไปเลย (ยกเว้นการไปรษณีย์สินะ)

    ซึ่งประเทศอยู่ในเวิ้งนั้นต้องยอมรับว่า การประคองตัวอยู่มานานขนาดนี้โดยไม่รบกับใครเลยนี่ไม่ใช่ง่ายๆ นะ คิดดูว่าโอมานมีพื้่นที่ติดต่อกับซาดุดิอาระเบีย ที่แสนจะคันคะเยอ และยังเยเมนที่ย่ำแย่ไปด้วยสงคราม ด้านเหนือสุดเชื่อมต่อกับยูเออีที่ดูเหมือนจะสายเศรษฐกิจตอนแรก แต่หลังๆ นี่มาสายวอร์ซะอีกแล้ว เพื่อนบ้านรอบๆ นอกจากจะมีศัตรูภายนอกแล้ว ยังบาดหมางกันเองภายใน จับคู่ตีกันเกือบจะเป็นแบบพบกันหมดอยู่แล้วมั้ง และการโต้ตอบความบาดหมางมันไม่ใช่แค่แซะกันไปแซะกันมาเหมือนแถบบ้านเรา นี่เขาเล่นยิงระเบิดใส่กันจริงจังเลยเหมือนระเบิดมันลูกละห้าบาทสิบบาท และชีวิตคนมันมีค่าแค่ผักปลา


    นานามิตรประเทศได้ชวนโอมานเข้าร่วมกิลด์วอร์อยู่เนืองๆ แต่ด้วยพระปรีชาขององค์สุลต่าน
    ซึ่งถืออำนาจปกครองสูงสุดในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ทำให้โอมานบาลานซ์อยู่บนความไม่ลงรอยนี้ได้ตลอดมา

    เกร็ดน่ารู้ที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือ สุลต่านอัลซาอิดไม่เคยเปิดเผยว่าใครเป็นรัชทายาท อย่าว่าแต่ตำแหน่งรัชทายาทเลย ใครเป็นลูกพระองค์ มีกี่คน ยังไม่เป็นเรื่องที่เปิดเผยเลยด้วย

    การเดินทางไปโอมาน เราใช้เอเย่นต์คนเดิมที่หาตั๋วมองโกเลียให้ ได้บินการบินไทยในราคาที่ เอาวะ คงหาได้ไม่ดีไปกว่านี้แล้วมั้ง เนื่องจากโอมานอาจไม่ได้เป็นที่นิยมของชาวไทย จึงทำให้ตั๋วเครื่องบินราคามันยังงั้นๆ แทบจะตลอดทั้งปี ไม่ค่อยขึ้นไม่ค่อยลง ถ้าได้ถึงหมื่นห้าก็รีบซื้อได้เลย ส่วนเราได้มาที่หมื่นหกเจ็ดร้อย บินตรงแต่แวะรับคนที่การาจี ที่เลือการบินไทยมากกว่าโอมานแอร์ เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ชอบอาหารอาหรับแน่ อย่างน้อยขอกินอาหารไทยอีกซักนิดบนเครื่องก็ยังดี แต่แล้วเรื่องอาหารก็เป็นอีกเรื่องที่ผิดคาด คือทั้งเราทั้งเพื่อนดันชอบอาหารอาหรับซะงั้นน่ะ อ้วนเอ๊ย กินอะไรก็อร่อย ทำไมวะ

    ไฟลท์เราใช้เวลารวม ๘ ชม. เป็นเดินทาง ๗ จอดรอชาวคณะขึ้นลงที่การาจีอีก ๑ ชม.
    เราออกเดินทางล้อหมุนจากสุวรรณภูมิบ่ายสอง นับเวลาถอยหลังแล้วเข้าไปทำงานได้ ๒ ชม. ตอนเช้า จึงเข้างานติดพันต่ออีกพักนึงจนต้องไปนั่งโทรศัพท์เคลียร์บางเรื่องและอีเมลในแท็กซี่ (ทำไมอนาถ) เดินทางมันทั้งเสื้อแจกของบริษัทแบบนี้สิ ช่างสมเป็นเราซะจริง อีกทั้งอีเสื้อตัวนี้ยังปรากฏในบัตรประชาชน, ใบขับขี่ และวีซ่าบางประเทศด้วย

    โอมานมีโซนเวลาช้ากว่าไทย ๓ ชม. ทำให้วันเดินทางเป็นวันที่มี ๒๗ ชม. สำหรับเรา แม่งยาวนานเหมือนความรู้สึกของวันจันทร์ที่เจ้านายอารมณ์บูด แต่เนื่องจากเดินทางตอนกลางวันแบบตามตะวัน ทำให้แทบจะตลอดไฟลท์ แสงจากข้างนอกมันสว่างจ้าตลอดเวลา ทุกช่องหน้าต่างพร้อมใจกันปิดจนภายในเครื่องมืดสนิทเหมือนไฟลท์ดึก แล้วก็พากันหลับคร่อกๆ ด้วยความที่เครื่องค่อนข้างโล่ง เพราะเส้นทางมันไม่ฮิต หลายๆ ท่านก็นอนพาด ๔ เบาะ หรูกว่าเฟิร์สคลาสก็พวกมึงนี่แหละ


    ส่วนเราหลับไม่ลงเลยดูหนังไปสองเรื่อง Deadpool 2 กับ Walter Mitty ไม่อยากดูเรื่องที่ไม่เคยดู อยากดูอะไรที่มั่นใจว่าจะมีความสุขมากกว่า (ถึงจะดูจอเล็กๆ แต่ตอนมิตตี้ออกเดินทางเราก็น้ำตาซึมตามเคย) ด้วยจริตแอ๊บรักสะอาดจึงพกหูฟังส่วนตัวด้วย ตอนผล็อยหลับ ตูดไหลไปทับหูฟังตัวเองที่กำลังเสียบอยู่ แจ๊คหักได้อีก สุดท้ายก็ต้องใช้หูฟังของเค้า

    ก่อนแลนด์ที่การาจีมีประกาศห้ามการถ่ายภาพต่างๆ ทั้งบนฟ้า และที่สนามบินของปากีสถาน ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรหรอก พอห้ามเท่านั้นแหละ อื้อหือ.. คันขึ้นมาทันที และนี่คือภาพน่านฟ้าและสนามบินสุดหวงแหน มึงหวงอะไรกูยังไม่ค่อยเข้าใจ

    ด้านล่างนี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับแลนด์สเคปแปลกๆ ของปากี แต่แอร์เดินไปมาขวักไขว่ แอบถ่ายรูปไม่ได้วาดแม่มเลย จินตนาการซะว่ามันเหมือนก็แล้วกันนะ

    ตลอดการเดินทาง บรรยากาศบนเครื่องดีมาก พนักงานให้ความกันเองและใส่ใจคนไทยมากกว่าต่างชาติแบบเห็นๆ ก็คงเหมือนความรู้สึกเวลาบินสายการบินประเทศอื่นมั้ง อีนี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนบินของพวกจีน สิงคโปร์ มาเลย์ หลายครั้งเขาก็คิดว่าเราเป็นคนประเทศเขา (เป็นคนหน้าตาองคาพยพแบบนานาชาตินิดนึง) แล้วก็เอาใจใส่เราดีตลอดแม้กระทั่งเมื่อโป๊ะไปแล้ว
    ตอนสมาชิกขึ้นมาสมทบจากการาจี กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็ขึ้นเครื่องมาด้วยเลย เพื่อนๆ มีออกอาการบ้าง ส่วนเราสบายดี ปกติหลังตีแบดกูก็ประมาณนี้แหละ แต่สิ่งที่กระทบเรามากกว่าคือความไม่เสมอภาค คนที่ขึ้นมาแทบไม่มีผู้หญิงเลย เพราะผู้หญิงคงไม่มีค่าพอที่จะมีธุระสำคัญอันต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน
    เราเริ่มรู้ตัวว่านี่ต่างหากที่จะเป็นปัญหาสำหรับการเยือนประเทศมุสลิม-อาหรับ ของเรา เมื่อเฟมินิสต์ตัวอ้วนมาเยือนกรงขังอิสรภาพของมนุษย์สตรีเพื่อนร่วมโลก
    เอ้าเพลงขึ้น

    กักขังฉันเถิดกักขังไป ขังตัวอย่าขังหัวใจดีกว่า

    ทุ่มนิดๆ หลังปรับไทม์โซนมือถือเป็นเวลาโอมาน เราก็แลนดิ้ง เหนือน่านฟ้าและที่สนามบินโอมานก็เป็นเขตห้ามถ่ายรูปเช่นกัน
    เอ้ามาชมกันเลยจ้า  

    มีเรื่องราวน่าสนใจไฮไลท์ในสนามบินอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน

    ๑.
    เมื่อออกจากเครื่องสู่เส้นทางยาวไกลในตัวอาคารได้สำเร็จ เราผลัดกันเข้าห้องน้ำ และเริ่มต้นกระบวนการเดินๆๆๆ ไปหา ตม. เส้นทาง, ระยะ และป้ายบอกทางต่างๆ คล้ายสุวรรณภูมิมากๆ จนคิดว่าไม่ใครก็ใครต้องมีก๊อบกันบ้าง ในระหว่างการเดินอันยาวไกล มีทางเลื่อนแนวระดับโผล่มาเป็นต่อนๆ เหมือนสุวรรณภูมิอีกเช่นกัน ต่างกันตรงที่ความเร็วของโอมานจะเร็วกว่าเล็กน้อยราว ๐.๐๐๐๐๐๐๑ พาร์เซค

    ตอนเราจะก้าวเข้าสู่ทางเลื่อนอันแรก ผู้หญิงในชุดคลุมดำแทบลากพื้นคนหนึ่งกำลังยืนลังเล ไม่กล้าก้าวลงไป ในมือเธอถือถุงดูเกะกะ ชุดคลุมรุ่ยร่ายทำให้เรามองไม่เห็นว่าเธอยังมีปัญหาอื่นหรือเปล่า
    ในทางเลื่อน สามีของเธออุ้มลูกวัยน่าจะ ๒-๓ ขวบอยู่ ยิ่งเธอไม่ก้าวลงไป ทางเลื่อนก็พาพ่อลูกเลื่อนห่าง สามีก็มีการเดินกลับมาเล็กน้อย ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยพอใจ พร้อมพูดรัวๆ ก็คงบอกว่าเดินๆ ลงมาตะอีโง่ อะไรทำนองนี้
    เราเห็นหน้าเขา เขากลัวทางเลื่อน แต่กลัวผัวมากกว่า เขาเลยไม่รู้จะทำไงต่อกับชีวิต ได้แต่ยืนจดๆ จ้องๆ เราไปยืนข้างๆ แล้วบอกว่า May I help you? เรารับถุงพลาสติกที่อัดของแน่นมาถือให้ (แม่งหนักเลยแหละ) เอาล่ะตอนนี้คุณจะสามารถจับราวและก้าวลงมาได้เลย เราจะก้าวให้ดูก่อนนะ
    เราก้าวลงไป พยายามทำท่าสบายๆ ให้ดู แต่เธอก็ยังไม่กล้า เราเลยเดินกลับไปหา คราวนี้บอกว่า จับมือชั้นนะ แล้วก้าวไปพร้อมๆ กัน

    โอเค รอบสองสำเร็จ เธอลงมายืนขาโงนเงนได้สองวิ อีผัวห่าอุ้มลูกเดินย้อนทางเลื่อนกลับมา เอาลูกยัดใส่มือ แล้วเดินนำเฉิบหายหัวไปเล้ย อีเหี้ย เราแม่งหลังแบกกระเป๋าตัวเอง มือซ้ายหิ้วถุงเจ๊แก แล้วขวาก็จับมือซ้ายของแกตอนจะก้าวออกจากทางเลื่อน ส่วนเจ๊มือขวาอุ้มลูกตัวไม่ใช่น้อยๆ ด้วยมือเดียว มือซ้ายที่สั่นเทาจับเราแน่น พอออกจากทางเลื่อนอันแรกได้ อีผัวห่าลับตาหายไปแล้ว เจ๊แกไม่ประหลาดใจแต่กูอัศจรรย์ใจมาก ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้ เจ๊แกพอไม่เห็นหลังผัว ก็ไม่เข้าทางเลื่อนอีกแล้ว แกเดินอ้อมข้างๆ ผ่านทุกทางเลื่อน ไอ้เราซึ่งยังถือถุงให้แก และไม่กล้ายื่นคืนแกในสภาพนี้ ก็เลยเดินไปด้วย
    แกพยายามอธิบายว่า มายเฟิร์สไทม์ๆ ไม่แน่ใจว่าครั้งแรกสำหรับการบิน หรือ การเดินทางเลื่อน แต่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่ผัวทำตัวระยำตำบอนแบบนี้แน่

    สุดท้ายตอนที่เราต้องแยกไปคนละทาง เรายื่นถุงคืนให้เธอ
    เธอขยับท่าให้เหมาะที่จะแบกลูกบวกถือถุง ทำให้เราเห็นพุง อ้อ ท้องอยู่ มิน่าถึงไม่กล้าเสี่ยงกับทางเลื่อน เอ้าผัว เหี้ยซ้ำเหี้ยซ้อนได้อีก เราเดินผรุสวาทกับเพื่อนไปเบาๆ พยายามบังคับหน้าไม่ให้ออกยักษ์ออกมารอย่างยากลำบาก

    ๒.
    ไม่คิดเลยว่าจะมีปัญหาใดๆ กับการผ่าน ตม.
    เพราะพาสปอร์ตเราหรู ดูยังไงก็นักเดินทาง, เพราะเราทำวีซ่าออนไลน์เสร็จจบมาหมดแล้ว, เงินค่าธรรมเนียมก็จ่ายหมดแล้ว เพราะเรามีกระทั่งหนังสือรับรองจากที่ทำงาน เอกสารสำคัญอื่นใด เตรียมมาหมด จัดไว้เป็นชุดๆ เรียงตามลำดับเวลา เรียบร้อยกว่าเวลาทำงานอีก สุดท้าย โดนไล่ไป “สแกนนิ้ว” คือกูไม่หวงหรอกลายนิ้วมือกูเนี่ย แต๊มมาหลายประเทศแล้ว
    แต่ทำไมไม่เอาเครื่องมาไว้ตรง เคาท์เตอร์ ตม. ทำไมต้องเอาเครื่องไว้ที่ห้องลึกลับ แล้วจิ้มโดนใครก็ไล่ให้เดินไปสแกนตั้งไกล
    เจ้าหน้าที่สนามบินชุดสีส้ม สุภาพและอารีเข้ามาถามว่า ทำไมเราไม่ผ่าน ตม. ออกไป แต่ย้อนกลับเข้ามา อ๋อ เขาให้ไปสแกนนิ้ว ไปทางไหนรึ แล้วทำไมต้องเรียกฉัน เพื่อนฉันก็ผ่านไปได้แล้ว วีซ่าฉันก็มี เอกสารฉันก็ครบ ไม่แง้มดูเลยแม้แต่นิดเดียว เห็นหน้าไล่ไปสแกนเลย

    มันรบกวนจิตใจมากว่าเราดูไม่น่าเชื่อถือตรงไหนวะ หลังจบกับการสแกนแล้ว เรายังกลับไปหาเสื้อส้มแล้วคาดคั้นให้ตอบว่าทำไมเราถึงโดนไล่ไปสแกน เราผิดตรงไหน อยากรู้จริงๆ เสื้อส้มตอบว่า แรนดอมล้วนๆ นะครับ

    ตอนนั้นในเวลาทุ่มปลายๆ ของโอมาน นาฬิกาชีวภาพของเรามันบอกเวลาหวิดห้าทุ่ม ง่วงและอยากจะงอแง อยากจะวีนเหวี่ยง เรียกผู้จัดการมาด่าให้สาแก่ใจ แต่ต้องบอกตัวเองว่าอดทน อดทน อดทน อย่าให้พังตอนนี้นะ ยิ้มไว้ ยิ้ม.. ไว้..
    ทางเข้าห้องสแกนนิ้วแม่งซับซ้อนซ่อนเงื่อน เดินหลงกลับออกมารอบนึง ถามเสื้อส้ม บอกให้พาไปได้มะ กูหลง เสื้อส้มไม่ยอมเดินเป็นเพื่อน ทำได้แค่ส่งปากประตู ให้เดินลับแลๆ เข้าไปเอง

    ในห้อง “สแกนนิ้ว” ไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว เจ้าหน้าที่อยู่หลังเคาท์เตอร์ยาวที่ดูมีอุปกรณ์อะไรมากมาย ผู้มีปัญหาทั้งหลายอยู่อีกฝั่งของเคาท์เตอร์ ดูรวมๆ แล้วแทบทุกคนแต่งตัวและโพกผ้าทรงบินลาเดนแทบจะทั้งนั้นยืนกระจุกตัวอยู่ที่ด้าหนึ่งของเคาท์เตอร์
    ด้วยความแปลกแยกของสุภาพสตรีผมยาวไม่มัดผมคนนี้ ทำให้ทุกสายตาจ้องมา เรากลัว ๑๐% อยากรู้อยากเห็น ๙๐% อยากคุยกับทุกคนเลย อยากสัมภาษณ์นู่นนี่ แต่ก็พูดได้แค่แต๊งกิ้วตอนที่เจ้าหน้าที่ด้านใน กวักให้ ไอ้ไทยแลนด์ ลัดคิวเข้ามาก่อน แล้วทุกคนที่ยืนหนาแน่นอยู่ก็แหวกให้เป็นทาง

    เจ้าหน้าที่เป็นคนจังหวัดไหนไม่รู้ แต่ทำท่ายะโสสุดๆ นั่งเฉียงๆ ชายตามองหน้าเรานิดหน่อย แล้วก็หันไปมองทางอื่น พูดก็ไม่สบตา เหมือนเราเป็นคนละชั้น
    พิน อดทน อดทนนะอดทน บอกตัวเอง เพราะสัญชาติญาณมันอยากจะจู่โจมแล้ว อยากจะตะโกนออกไปว่า ถ้าความเป็นคนของกูไม่เท่ากับมึง นั่นก็เพราะว่ากูมีมากกว่าาาาาา ซ้าดดดดด

    เราโดนสแกนนิ้ว สแกนตา ผ่านไปอย่างขลุกขลัก พาสปอร์ตถูกยื่นกลับมา เอกสารที่เตรียมมาดิบดีแม่งไม่ดู เรารับพาสปอร์ตมา แล้วมือก็รูดไปเจอรอยพับ ไอ้ห่าทำพาสปอร์ตกูยับอีก เลยคลายรอยพับ แล้วพยายามรีดให้รอยมันคลี่ มันหันมาเห็น ทำท่าไม่พอใจ ดึงพาสปอร์ตกลับไปพับใหม่แล้วบอกเราว่า ชะนีมึงอย่าเอาออกอีกนะ
    สรุปว่ารอยพับนั้นคือสัญลักษณ์บอก ตม.ข้างนอกว่า อีนี่สแกนแล้วนะ – สัญญลักษณ์มึงตื้นได้อีก

    กว่าจะได้ผ่าน ตม. เราแม่งง่วงมากกกกก
    แล้วก็ลุ้นว่าเพื่อนจะรู้มั้ยว่าเราไม่ได้ผ่านมา สรุปเป็นไปตามคาด เพื่อนเราเดาสถานการณ์ไม่ออก (ใครมันจะไปนึก) ได้แต่ยืนตระหนกอยู่ตรงนั้นสองคนผัวเมียว่าไอ้แอ้หายไปไหนวะ
    มันสองคนเดินหาเราอยู่พักใหญ่จนสิ้นหวังเลยกลับมายืนเศร้าหมองอยู่ตรง ตม. เราเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างดุเดือด และเนื่องจากออกมาช้ามาก กระเป๋าของพวกเราก็ไหลวนอยู่ในสายพานนานแล้ว ถ้าก่อไฟไว้ด้านล่างกระเป๋าคงสุกกำลังกิน

    เราพบแม่ลูกคู่นั้นอีกครั้งตรงสายพานรับกระเป๋า ส่งยิ้มให้เธอ
    เธอยิ้มตอบกลับมา ดูดีขึ้นกว่าตอนเดิน เธอคงมีวิถีของเธอที่จะรับมือกับเรื่องราวพวกนั้นได้

    ขั้นตอนที่เราแพลนไว้ก่อนเดินทางคือ คืนนั้นเราจะแลกเงินเรียล, ซื้อซิม และเดินทางไปโรงแรมที่จองไว้กันเอง เงาะกับมาร์คอยากมารับแต่เราห้ามไว้เพราะเกรงใจ บ้านก็ไกลสนามบินตั้ง ๑ ชม. ก็สรุปกันไว้ตามนั้น แต่หลังผ่าน ตม. และเดินเข้าสู่บริเวณทั่วไปของอาคารสนามบิน อยู่ๆ กำลังเม้าท์กันเพลินๆ ก็เจอหน้าคุ้นๆ ยืนยิ้มกว้าง ยัยเงาะเพื่อนเรากับมาร์คสามีนางมายืนรอรับ และบ่นว่าทำไมออกมาช้าจัง เป็นห่วง เราเลยได้โอกาสด่า ตม. และห้องสแกนนิ้วอีกรอบระหว่างมาร์คพาไปซื้อซิม
    เคาท์เตอร์แลกเงินปิดแล้ว มาร์คเลยควักเงินมาให้ ๕ เรียลเป็นค่าซิมพร้อมเจรจากับคนขายให้เสร็จ ซึ่งดีมาก เพราะคนขายซิมการ์ดชายตามองเราเหมือนมองตัวอะไรซักตัวนึง และเรากำลังคิดเลยว่า จะเจรจาซื้อของกับคนแบบนี้ได้เหรอเนี่ย

    เดินต๊อกๆ ตามหลังมุ้ยกับมาร์ค ด้านตรงข้ามคือเหล่าแท็กซี่โอมาน เป็นชาวโอมานแท้ในชุดประจำชาติ ซึ่งจะเห็นไม่ค่อยบ่อยในทริปนี้ เพราะว่าโอมานมีประชากรน้อยมาก (แต่ส่วนมากรวย) ประเทศจึงต้องรับ Expat จำนวนมากเข้ามาทำงาน การขับแท็กซี่เป็นหนึ่งในอาชีพสงวนที่มีไว้ให้คนโอมานแท้ๆ เท่านั้น

    คืนนั้นสองผัวเมียส่งเราที่โรงแรมในย่านเงียบสงัดที่เราเลือกจองกันมาเอง ออกจากถนนใหญ่ลึกเข้าไปอีกพอสมควรในความมืด Location ที่ค้นจาก Google map ก็เคลื่อน ทำเอาสาวๆ ตระหนกเล็กน้อย (แน่นอนว่าเราไม่ได้อยู่ในหมวด “สาวๆ” แต่อย่างใด)
    พอเจอโรงแรมแล้วก็เข้าไปเช็คอิน มาร์คผู้มีประสบการณ์เดินสำรวจรอบๆ ไวๆ แล้วกลับมาบอกเราว่า โน่นร้านสะดวกซื้อ ซึ่งช่วยชีวิตเราไว้เลย เพราะในห้องเสือกไม่มีน้ำดื่มให้

    เทียบกับราคาแล้ว ห้องดี๊ดี เป็นห้องเล็กใหญ่คอนเนคต์กัน ต่างห้องต่างมีห้องน้ำในตัว ขาดแต่น้ำดื่มกับผ้าขนหนู Welcome ไว้เช็ดตีน ประหลาดมากที่ไม่มีสองสิ่งนี้ให้ เราเดินเท้าเมือกๆ ไปมา แล้วตัดสินใจออกไปซื้อน้ำ เราอาสาไปคนเดียว แต่หนิงกับมุ้ยบอกว่ามืดแล้วไปด้วยกันดีกว่า ตอนนั้นนาฬิกาชีวภาพเรามันคือราวๆ ตีสอง ตอนอยู่โอมาน นอนดึก (เวลาโอมาน) ทุกวัน ซึ่งสำหรับเวลาไทยแล้ว มันคือนอนตีสองตีสามทุกวัน ส่วนตอนเช้าเสือกตื่นเวลาไทย ตีห้าเด้งละ เรื่องเวลาที่เหลื่อมสามชั่วโมง กับการเดินทางแค่ห้าวัน เป็นอะไรที่ทารุณมาก

    ระหว่างเดินไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกล มองเห็นจากหน้าโรงแรม ถนนมืดและเงียบสนิท มีเสียงผู้ชายทักมาจากข้างรถที่จอดอยู่ว่า ..Welcome to Oman.. หนิงกับมุ้ยแทบสะดุ้งโหยง เราตอบกลับกลั้วหัวเราะว่าขอบคุณมาก

    ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กจิ๋ว แต่ของขายมีแต่ของดีๆ และครอบคลุมความต้องการ เราซื้อน้ำในขนาดที่ชอบมากแต่บ้านเราไม่มี คือเป็นขวดหิ้วขนาด ๓ ลิตร มันเป็นน้ำหนักที่ถือไม่เหนื่อยแบก แต่พอกินสำหรับอีพวกกินน้ำจุแบบเราสามคน เราตัดสินใจว่าอาหารมื้อดึกก่อนนอนของเราจะเป็นไอติมหนึ่งถ้วย


    คนขายเป็นหนุ่มอาหรับแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงขายาว หลั่นล้าทักทายพวกเรา ถามว่ามาจากไหน พอเราบอก แกดีใจใหญ่บอกว่า พวกยูเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ไอเคยเจอ ส่วนไอเป็นคนอิหร่านนะ เราก็เลยบอกว่ายูเป็นคนอิหร่านคนแรกที่เราได้เจอเหมือนกัน
    จากนั้นก็คุยกันแบบระริกระรี้ดีใจ เหมือนไทยกับอิหร่านเป็นเครือญาติที่พลัดหลงกันมานานแสนนาน ก่อนออกจากร้าน คุณชายก็บอกว่าขอให้เที่ยวโอมานให้หนุกหนานเพลิดเพลินนะครับ

    คืนนั้นกว่าจะนอนได้ก็ปาไปเที่ยงคืน ซึ่งก็คือตีสามไทย
    อ่อนเพลียจนแทบจะหลับคาถ้วยไอติม แต่ถามว่ากินไหม

    ก็กิน

  • เพราะการหุบๆ กางๆ เต็นท์ไม่เคยทำให้เราเหนื่อยหน่ายเลยซักครั้ง

    สิ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวถาวรได้มีอยู่สองสามประการสำหรับเราดังนี้

    ๑. เที่ยวสนุกแค่ไหนก็ต้องกลับมาทำงาน ไม่เถลไถล ลาไว้แค่ไหนแค่นั้นไม่ลาป่วยตบท้าย

    ๒. ใช้เงินตัวเองเที่ยว และเลี่ยงการใช้เงินในอนาคตให้มากที่สุด เพราะอนาคตก็ต้องออกไปเที่ยวอีกอยู่ดี

    ๓. เลือกเพื่อนรวมถึงเลือกที่จะไปคนเดียว ให้เหมาะกับสไตล์ของการเดินทาง 

    คนแต๊ดแต๋อย่างเราเที่ยวได้แทบทุกแนว แต่การเที่ยวแต่ละแนวอาจไม่เหมาะกับเพื่อนไปซะหมดทุกคน เราชอบการนอนเต็นท์มากพอๆ กับการไปนอนสบายที่โรงแรมสวยๆ ชอบทำอาหารประหลาดกินได้บ้างไม่ได้บ้างด้วยอุปกรณ์สนาม มากพอๆ กับนั่งในร้านหรูรอคนมาเสิร์ฟความอร่อยในชุดจานชามที่สวยงามเป็นมิตรกับอินสตาแกรม การนอนเต็นท์อาจเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับใครบางคน แต่สำหรับผู้เสพธรรมชาติแล้ว เราต่างรู้ดีว่า เวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดดินหินและยอดหญ้า จะเป็นเวลาที่เราได้กลับคืนสู่อ้อมกอดชื้นเย็นของแผ่นดินที่แผ่กว้าง ตอนอายุน้อยกว่านี้เรามักจะนอนเต็นท์โดยปูแค่ผ้าบางๆ ทับบนพื้นผ้าใบของเต็นท์ เพื่อให้ร่างกายได้สัมผัสกับพื้นโลกมากที่สุด ตอนนี้เหรอ ขอเบาะฟองน้ำหน่อยเถอะ ป้าปวดหลังหลานเอ๊ย..

    พี่แอนนี่เป็นหนึ่งในสมาชิกสายแค้มปิ้งของเรา เราออกไปนอนเต็นท์กันปีละครั้งสองครั้ง เดินเท้าเบาะๆ เบาๆ พอได้ออกกำลังกาย ต้นปีนี้อากาศหนาวคลายตัวลงไปเกือบหมดแล้ว เราเพิ่งจะมีเวลาแบกเต็นท์คนละหลังใส่รถเจ๊ แล้วแจ้นออกจากเมืองกรุงมุ่งหน้าขึ้นเหนือหลังวันทำงานอันอ่อนล้า เป็นประเพณีของเราสองคนที่จะเดินทางออกจากกรุงเทพให้ไกลที่สุด แล้วหาที่นอนเอาตอนที่หมดแรง สมัยก่อนเราหมดแรงที่เถิน แต่เปลี่ยนมาเป็นตากหลายปีแล้ว (หรือว่าอีกหน่อยจะได้แค่ยุดยา) 

    เราจองที่พักไว้ก่อนเพื่อความชัวร์ บ้านสวนศิริวัจ (กูเกิ้ลชื่อไทยมา เพราะจองผ่าน Booking เห็นแต่ชื่อภาษาอังกฤษ เพิ่งรู้ว่าสะกดอย่างนี้แฮะ) เป็นที่พักระหว่างทางที่ดีมาก ราคาถูก ห้องดี ที่นอนโอเค สะอาด และจอดรถได้ใกล้ๆ บ้านพัก เหมาะกับเราสองคนที่ง่วงงอมพอสมควรเมื่อไปถึงราวตีหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้พี่แอนนี่ตาสว่างคือ กะสุดท้ายก่อนถึงเป็นผลัดเราขับ แล้วกูเกิ้ลแม็พก็บอกทางให้เลี้ยวผ่าป่าช้าไปเลยเว้ย ถ้าเป็นพี่แอนนี่ขับแกถอยแน่นอน แต่เมื่อพวงมาลัยอยู่ในมือเรา เราก็ปลอบพี่แอนนี่ว่า มันลัดน่ะพี่ แค่นิดเดียวก็พ้นแล้ว ไม่ต้องกลัว ตีนก็เหยียบคันเร่งฝ่าป่าช้ามืดตึ้บไปอย่างห้าวหาญ ถามว่ากลัวไหม ไม่ถึงกับใจสั่น แต่ก็ล็อครถซ้ำๆ ไปหลายทีเหมือนกัน เอ๊ะ เมื่อกี้กูล็อคแล้วยังวะ เอาให้ชัวร์ขออีกทึ พลึ่ก พลึ่ก 

    เช้าวันรุ่งขึ้น เราสองคนตื่นซะสายตะวันโด่ง ทานข้าวต้มที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ และพูดคุยทักทายเจ้าของและทีมงานก่อนเดินทางกันต่อแบบเกือบเที่ยงเลยทีเดียว อะไรมันจะชิวปานนั้น ด้วยความที่พกบ้านมาด้วยคนละหลัง ทำให้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร ผลัดกันขับไปคุยกันไป แวะโลตัสซื้ออาหารแค้มปิ้งหนึ่งครั้ง แล้วขึ้นไปถึงม่อนวิวงามที่ม่อนแจ่ม ปาไปกว่าหกโมงเย็น เราสองคนรีบหาที่กางเต็นท์และจัดการมันซะขณะที่ฟ้ายังเหลือแสงอ่อนๆ ก็ยังดี แต่ความซวยหรือจะเรียกว่าซุ่มซ่ามก็ได้ เราดันล้มตรงพื้นคอนกรีตผุกร่อนชันๆ อย่างแรงจนหัวเข่าทะลุเป็นรูๆ เลือดค่อยๆ ซึมออกมา อากาศที่ไม่หนาวเลยมาตลอดก็เริ่มหนาวเย็นลง ซึ่งแม่งแสบหัวเข่ามากค่ะ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร จำเป็นต้องโขยกเขยกไปขอล้างแผล ซึ่งที่ร้านอาหารก็มีเตรียมไว้พร้อม แล้วกิจกรรมยามค่ำของเราก็เลยดำเนินไปแบบช้าลง ๒๐% เพราะต้องค่อยๆ หาท่าลุกนั่งที่ไม่ตึงเข่ามาก (ซึ่งปกติแม่งก็ตึงไปหมดทั้งตัวอยู่แล้วตามธรรมชาติ)

    ที่กางเต็นท์เอกชน แม้จะไม่มีกฎระเบียบมากเหมือนอุทยาน มีเพียงคำขอร้องให้ร่วมกันรักษาบรรยากาศ แต่ก็ไม่มีเสียงดังเอะอะเกินงามจากทิศทางไหนๆ เราเลือกจุดที่สูงเกือบสุดของม่อนวิวงาม ทำให้มองลงมาเห็นสิ่งก่อสร้างทั้งถาวรและชั่วคราวเรียงรายปกคลุมลูกเนินเป็นชั้นๆ แทบทุกช่องเปิดล้วนหันหน้าเข้าสู่หุบเขา บ้านพักหลังน้อย และเต็นท์สีสันสวยงามค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด เหลือแค่ดวงไฟส่องแค่พอเห็นทางที่สว่างเหมือนดาวบนดิน

    เรานอนหลับสบายและตื่นก่อนสว่าง แทบจะทุกครั้งที่ออกเดินทาง หกโมงครึ่ง เตาสนามก็ถูกใช้งานและผลิตน้ำร้อนสำหรับกาแฟยามเช้า อาหารทำเองอาจจะเหมือนคนทำ คือไม่สวย ไม่อร่อย แต่กินได้นะ อะคริๆ เราสองคนกินอาหารและเสพบรรยากาศยามเช้ากันเร็วๆ เพราะหวังชมพระอาทิตย์ขึ้นจึงเลือกกางเต็นท์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังพระอาทิตย์ดวงแดงๆ โผล่พ้นสันเขาตรงหน้า ความร้อนก็สาดเข้ามาอย่างเร็วมาก เหงื่อย้อยใส่แผลที่เข่าทีก็อยากจะหวีด เราจัดการมื้อเช้าและเก็บเต็นท์เสร็จหมดเหลือแต่ดินเดิมๆ ที่แบนราบลงไปอีกนิด ราวเก้าโมงเช้าพร้อมเดินทางกันต่อไป

    มนุษย์บางคนอาจเดินทางเป็นเส้นตรง แต่บางประเภทก็วกวนเหนือคำบรรยาย เราสองคนแวะไปหาพี่แอนที่สะเมิงซะก่อน พี่แอนเป็นสาวแกร่งนักพัฒนาที่เคยพาเราเที่ยวสะเมิงมาเยอะครั้งนับไม่ถ้วน คือใช้คำว่าแวะก็ไม่ถูกนัก มันคือการออกนอกเส้นทางไปเพื่อทักทาย เม้ามอย แล้วก็จากพี่แอนมา ทริปนี้สะเมิงไม่ใช่นางเอก ไว้รอบหน้าค่อยเล่านะ ก่อนจากกันพี่แอนแนะนำที่พักคืนถัดไปให้เราแถมยังช่วยติดต่อประสานงานให้เป็นพิเศษอีกด้วย

    เมื่อกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมแล้ว แน่นอนว่ามาวนเวียนใกล้ๆ ขนาดนี้แล้ว ไม่แวะม่อนแจ่มก็จะกระไรอยู่ เราไม่แน่ใจว่าม่อนแจ่มแต่แรกเริ่มโด่งดังขึ้นมาด้วยกิจกรรมสันทนาการใด แต่ทางขึ้นแม่งชันแคบ และต้องผ่านบ้านชาวบ้านที่มีทั้งรั้วทั้งกำแพง เรียกได้ว่าจิตใจคนขับต้องเข้มแข็งสักหน่อย ยิ่งถ้าตัวเล็กๆ ตอนรถแหงนขึ้นแล้วมองไม่เห็นพื้นนี่เครียดฉิบหายเลยนะ ปัจจุบันมีสวนดอกไม้ชื่อไร่ดอกลมหนาวที่เขาการันตีว่ามีให้ชมตลอดปีอยู่สูงสุดบนยอดดอย หลังจากฝ่าฟันถนนหนทางตลอดจนที่จอดรถ ซึ่งถ้าใจแข็งพอและคนเฝ้าถนนไม่ห้าม แสดงว่าที่จอดรถข้างบนยังเหลือพอ ก็ขับขึ้นไปจอดข้างบนได้เลย ไม่ต้องเดิน แต่ถ้าจะจอดที่ลานจอดแล้วเดินต่อก็ย่อมได้ ไม่ได้ชันและห่างไกลจนสุดวิสัย และยังมีตลาดชาวบ้านให้ช็อปนู่นนี่ที่ลานจอดรถอีกด้วย

    ไร่ดอกลมหนาวถูกจัดไว้ดีถูกใจสายพอร์ตเทรตยิ่งนัก พี่แอนนี่โบยบินไปรอบๆ อย่างร่าเริง ชุดเก้าอี้และซุ้มนั่งมีให้พอสมควร แต่คนไม่ค่อยนั่งเพราะมันแดด ต้นไม้เดิมตามธรรมชาติมีอยู่เล็กน้อย กลายเป็นร่มเงาสำหรับคนหลบแดดแทน ส่วนดอกไม้ไฮไลท์ของดอยต้องยกให้ดอกเวอร์บีน่าสีม่วงที่แผ่ปกคลุมด้านหนึ่งของเนินเขา ลมแรงมาก แดดจัด และฟ้าเป็นสีฟ้าอ่อน เดาเอาว่าทุกๆ วินาทีน่าจะมีซัก ๑๐๐ ชัตเตอร์เกิดขึ้นที่นี่ ดอกเวอร์บีน่าก้านยาวๆ โอนเอนไปมาตามแรงลม เหล่านางแบบและตากล้องผลุบโผล่อยู่ตรงพุ่มนั้นพุ่มนี้ เหมือนแมลงตัวใหญ่ที่ไต่ตอมดอกไม้

    บ่ายแก่แล้ว ป้าสองคนยังชิวดิ๊ดดึ่งๆ อยู่ ที่นอนคืนนั้นตั้งใจจะไปกางเต็นท์กันที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา อ.ไชยปราการ ซึ่งต้องขึ้นเหนือต่อไปอีกร้อยกว่าโล แน่นอนว่าความชิวเกินไปของเรา ก่อให้เกิดผลกรรม เมื่อแสงเย็นสุดสวย สาดส่องบนท้องนาที่ต้นข้าวยังอ่อนเป็นสีเขียวอ่อนอมแดด เราก็ยังไม่ถึงเป้าหมายซะที อยากแวะก็อยาก แต่ก็แวะไม่ได้ แถมยังขับหลงเข้าทางดินฝุ่นๆ เปลี่ยวสัสๆ อีกหลายกิโลมาก ต้องอาศัยถามชาวบ้านถึงกลับเข้าเส้นที่ถูกได้ กว่าจะถึงอช.แสงก็หายไปจนหมด และเราต้องเร่งกางเต็นท์กันให้ทัน ก่อนความมืดจะโรยตัวลงมา (อีกแล้วครับทั่น)

    คืนนั้นเราเลือกทำเลกลางสนามริมสระบัว พี่แอนนี่มีจินตนาการว่าจะลองปูเบาะนอนในรถ หลังจากพยายามทัดทานเต็มกำลังเพราะกลัวแกไม่มีอากาศหายใจ สุดท้ายต้องยอมรับว่าบางศึกไม่อาจเอาชนะได้ เราจึงใช้วิธีปล่อยแกตามสะดวก แล้วก่อนนอนไปส่องดูบ่อยๆ แทน เจ้าหน้าที่อุทยานต้อนรับเราดีมากเวอร์ เพราะพี่แอนโทร.บอกหัวหน้าอุทยานซึ่งเป็นเพื่อนแกไว้ก่อน และก็คงเพราะความใจดีของเหล่าเจ้าหน้าที่เอง เราได้ที่นอนหมอนผ้าห่มคนละชุดมากรุเต็นท์ ซึ่งรู้สึกผิดมาก เพราะอีแผลที่หัวเข่ามันเสือกเปิดตอนนอนดิ้น ทำเลือดเปื้อนผ้าเขาเลยแม่งเอ๊ย (สารภาพพร้อมโชว์แผลแล้วเรียบร้อย)

    คืนนั้นและเช้าวันถัดมาด้วย เราลงมือทำอาหารเอง ปกติจะเกรงๆ เรื่องทำอาหาร ไม่กล้าออกหน้ามากเพราะทำห่วย แต่วันนั้นคึกชิบหาย คงเพราะองค์พเนจรนอนเต็นท์ประทับร่างเลยจัดการทุกอย่างเองคนเดียวอย่างเมามันในอารมณ์ มื้อเย็นและการหย่อนใจใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านไปอย่างเรียบร้อย ยุงกระหน่ำกัดอย่างไม่แคร์ซอฟต์เฟลที่ถ้าพ่นมากกว่านี้ก็อาบหรือฉาบเลยเถอะ พอได้เวลานอนเราสองคนก็แยกย้ายเข้าใต้หลังคาใครหลังคามัน เมื่อเสียงปาร์ตี้ของผู้เข้าพักที่บ้านหลังตรงข้ามอีกฝั่งของสระบัวเงียบลง ก็คงเหลือแต่เสียงแมลงกลางคืน และเสียงกบโดดลงน้ำดังจ๋อมๆ กล่อมนอน

    เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นพร้อมตะวันแล้วไปวิ่งเหยาะๆ รอบบริเวณอช. คนเดียวพอได้เหงื่อชุ่ม จากนั้นก็ลงมือต้มน้ำลวกกาแฟดริป พร้อมทำไข่กะทะที่อลังการใช้ได้ ทุกวันนี้ยังภูมิใจอยู่เลยเนี่ย ขณะกินอาหารเช้าและเพลิดเพลินกับบรรยากาศ ก็รู้สึกว่ามีอะไรร่วงหล่นจากฟ้าเป็นระยะๆ พอสังเกตดีๆ ก็พบว่าเป็นฝูงนกตัวเล็กสีออกแดงสวยฉูดฉาดที่มาเก็บลูกไม้กินกันอย่างเอิกเกริก คงมูมมามจนมันหล่นใส่กบาลคนใต้ต้น เจ้านกตัวเล็กบินเร็วมาก พยายามถ่ายรูปก็ได้มาแต่ไหวๆ และพอเขียนถึงมัน ก็พบว่าเราไม่ได้จำชื่อมันมาว่ะ ถามเจ้าหน้าที่แล้ว ได้คำตอบแล้วด้วย แต่ลืมไปแล้ว เค้าขอโทษ

    สายๆ เราเก็บข้าวของแล้วมุ่งหน้าไปยังฝาง เป็นการเลือกที่อ๊องๆ หน่อยเพราะเราเหลือเวลาอีกแค่ ๑ คืน กับ ๑ วันที่ต้องใช้ไปกับการเดินทางกลับ ยังจะทะลึ่งขึ้นเหนือต่อไปอีก แต่เรามีเหตุผลที่ดีนะ คือยังไม่เคยไปไง อยากไป แค่นี้นะ อีกอย่างก็ไม่ได้ไกลอะไรมากมาย แค่ ๑ ชม. เท่านั้น ระหว่างทางก่อนกลับสู่ถนนใหญ่ เราผ่านทุ่งนาแสนสวยที่เดิมที่ผ่านมาแล้วเลยแวะถ่ายรูปสักเล็กน้อย เราเอาโดรนไปด้วย เลยเอาขึ้นฟ้าได้นิดเดียว ลมพัดอย่างแรงเลยรีบเอาลงมือไม้สั่น เรื่องราวระหว่างเรากับโดรนมีตำนานกันอีกมากมาย ต้องเล่าต่างหากทีหลัง ขณะเดียวกันพี่แอนนี่เอาไอโฟนติดขาตั้งกล้อง ลมก้อนเดียวกันพัดวูบไอโฟนปักโคลนท้องนาเลยจ้า ใจหายแว้บแต่สุดท้ายก็ปลอดภัยดีทั้งโดรนและโฟน

    เที่ยงครึ่ง เรามาถึงบ่อน้ำพุร้อนฝาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกที่อยากขึ้นไปใจจะขาดแต่รอบนี้หมดเวลาละ เราสองคนเปิดด้วยการแช่น้ำพุร้อนกันเลยแบบไม่รอรี ที่นี่มีห้องแช่แบบแยกตามที่ต้องการ เราสองคนจัดกันไปคนละห้อง รับผ้าถุงแล้วก็ลุยเลย บ่อน้ำพุร้อนที่นี่เป็นบ่อกลมๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าลงไปสองคนที่ไม่ใช่แฟนกันก็อาจจะเริ่มเข้าหน้ากันไม่ติดละ ภายในห้องมีราวเหล็กไว้เกาะปีนขึ้นปีนลงและแขวนผ้า แล้วก็ระฆังอีกหนึ่งอัน เดาว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินก็เคาะเรียกเอานะ อันที่จริงการแช่น้ำร้อนนี้มีความอันตรายอยู่เหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่คล่องตัวก็คือการปีนขึ้นลงบ่อ และสำหรับคนเป็นความดันสูงก็คือความร้อนของน้ำนี่แหละที่ต้องควรระวังให้มากๆ

    เมื่อแช่น้ำร้อนได้พึงพอใจ รู้สึกอ่อนวัยลงสิบปีแล้ว เราก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องน้ำ ผู้มาใช้บริการหนาตาขึ้นกว่าตอนก่อนเราลงมากๆ หนาซะจนรองเท้าแตะเราหายไป ซึ่งมันแพงโว้ยอย่าเอาของตูไป๊ เอาคืนมา ดิ้นกะแด่วๆ ไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา เราเลยไปฟ้องเจ้าหน้าที่ว่าใครซักคนคงใส่ไปลงบ่อน้ำร้อนซะแล้ว ฝากเอาคืนด้วยแต่ตอนนี้ขอไปเดินเที่ยวก่อน เจ้าหน้าที่ก็รับปากเป็นมั่นเหมาะและสุดท้ายก็ได้คืนในที่สุด

    บริเวณของน้ำพุร้อนฝางนั้นกว้างขวางและได้รับการดูแลอย่างดี ทริปนี้เราเดินทางกันเดือนกุมภา ๒๕๖๒ ซึ่งแม้กลางคืนบนดอยจะเย็นสบาย แต่กลางวันมันไม่หนาวแล้ว บ่ายจัดๆ แดดแรงแทบสลบ แต่ฟ้าสวยตัดกับหญ้าเขียวๆ แล้วถ่ายรูปขึ้นมาก ด้านในสุดเป็นน้ำพุร้อนชนิดไกเซอร์ พุ่งสูงราว ๓๐ เมตร ละอองฟุ้งกระจายในแสงแดด แรงดันของน้ำพุมากซะจนถูกนำพลังงานไปใช้ทำไฟฟ้า ขณะที่ไปชมเจ้าหน้าทีมไฟฟ้าที่ยังปีนๆ ป่ายๆ ทำอะไรอยู่เลย พื้นที่โดยรอบมีบ่อน้ำร้อนสลับกับธารน้ำร้อนที่มีตะกอนทั้งขาวๆ ทั้งสีส้ม เกาะทั่วไปหมด ท่ามกลางอากาศร้อน การเดินทางลัดเลาะไปทั่วๆ ธารน้ำร้อนโดยมีละอองน้ำพุร้อนเป็นฉากหลังเป็นอะไรที่ทรมานใช้ได้เหมือนกัน แต่แค่นี้ไม่ตายหรอก ไปเที่ยวก็ต้องลำบากบ้าง เดินๆ มันไปจะบ่นไรมากมาย วู้

    เดินชิวกันจนถึงบ่ายสามก็ได้เวลาออกเดินทางมุ่งหน้าทิศใต้ซะที ระหว่างที่เดินกันก็คิดไปว่าจะหาที่นอนที่ไม่ต้องเหนื่อยวันกลับมาก ตอนแรกหวังไกล หวังว่าจะนอนซักอช.ลำน้ำน่านจะได้เหลือระยะทางเข้ากรุงเทพฯ น้อยหน่อย ฝันไปเถอะ เรื่อยเปื่อยขนาดนี้ เราเลยเปลี่ยนแผนเป็นนอนที่ อช.ดอยภูนางแทน ซึ่งร่นระยะมากว่า ๒๐๐ กม. ก็ยังถึงเอาตอนฟ้ามืดมิด

    ระหว่างทาง ตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก แวะที่พักข้างทางป้ายว่าชื่อบ่อน้ำร้อนห้วยทรายขาว แปลกที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ ทำมาได้ดีมาก ที่จอดรถก็กว้างขวางดี แต่ไม่มีคนเลย อาจจะหมดเวลาทำงานแล้วเพราะเราแวะซะเย็นมาก เราเลยเข้าห้องน้ำ และพักแข้งขาสักครู่ที่นั่น เข้าห้องน้ำไปก็เสียวไปเพราะจะมืดแล้ว และห้องน้ำอยู่ไกลสุด ค่อนข้างติดเขากับต้นไม้ครึ้มๆ อีกด้วย 

    เรื่องราวคืนนั้นเกิดขึ้นอย่างว่องไว เราสองคนซึ่งเหนื่อยพอสมควร โผล่ไปถึงอช.ดอยภูนางตอนพระจันทร์ขึ้นแล้ว แต่ระหว่างทางโทร.เช็คก่อนว่าเจ้าหน้าที่โอเคนะที่จะเข้าไปช้าหน่อย เราไม่พูดพร่ำทำเพลง กางเต็นท์มันตรงสนามหญ้าหน้าที่ทำการอุทยานนั่นแหละ แต่เลือกที่ริมใกล้ห้องน้ำหน่อย อากาศกลางคืนเย็นน้อยลงมากเมื่อขยับลงมาถึงพะเยา เราทำอาหารง่ายๆ กิน นั่งคุยเล่นกันซักพักก็แยกย้ายเข้านอน เจ้าหน้าที่บอกไว้ว่าที่นี่จะมีนกยูงลงมาเดินทอดหุ่ยด้วยตอนเช้าๆ ซึ่งเราหมายมั่นปั้นมือจะได้เจอ  

    วันรุ่งขึ้น เราตื่นก่อนสว่างมานั่งดูดาวหัวรุ่งคนเดียว จากนั้นเมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นจากทางด้านหลังเต็นท์ซึ่งเป็นภูเขาลูกย่อมๆ เราชะเง้อชะแง้หามุมชมพระอาทิตย์ขึ้น เจ้าหน้าที่ท่านนึงเดินผ่านและบอกเราว่าให้ขึ้นไปดูบนเขา ซึ่ง ณ เวลานั้นไม่มีใครอยู่บนนั้น เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปจนหอบเหมือนหมาโดนทิ้งไว้ในรถยนต์ร้อนๆ บนเขาแม้จะอยู่ติดกับลานกางเต็นท์ และยังมียกพื้นอีก ๒ แผงสำหรับผู้ที่ต้องการกางเต็นท์มันเปลี่ยวๆ บนนี้ แต่ด้วยความไม่มีคน ฟ้าก็ยังสลัวๆ ต้องบอกว่า เร้าชิบหาย ใจมันบอกว่าพอเฮอะ เอ็งดูพระอาทิตย์ขึ้นมาเยอะแล้ว พลาดซักวันไม่ตายหรอก ลงเฮอะ แต่ขามันยังก้าวไปเรื่อยๆ จนถึงบนสุดที่มีแต่ใบไม้ตกทับถม จากที่กลัวอะไรก็ไม่รู้ ก็ย้ายเอาความกลัวพวกนั้นมาลงที่งูหรือสัตว์มีพิษอื่นๆ แทน เอาวะ เขาก็ไม่ได้ลับแลมาก ถ้าโดนอะไรกัดก็กลิ้งลงแล้วกัน ซักสี่ห้าวิคงถึงด้านล่าง ชิวๆ

    พระอาทิตย์ค่อยๆ ลอยขึ้นจากหมอกเหนือทิวเขา เราดูอยู่พักหนึ่งจนพอใจก็เริ่มเดินลง แสงสีส้มลอดตามช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ขณะที่เราเดินไปเรื่อยๆ เหมือนในมิวสิควีดีโอเพลงรัก พอมองเห็นลานจอดรถ ก็เห็นนกยูงตัวหนึ่งกำลังเดินไวๆ ผ่านไป เราแจ้นลงเขา แต่ไม่ทันน้องนก รีบมาเรียกพี่แอนนี่ตื่น แล้วก็เดินตามทางที่นกไป อ้อมอาคารสำนักงานไปอีกด้าน น้องนกมีความซึนเดเระพอสมควร ไม่ได้หนีไป แต่ไม่ค่อยโอเคถ้าเข้าใกล้มาก เราดูน้องเกาะป้ายอุทยานไซ้ปีกไซ้ขนอยู่นานจนพี่แอนนี่มาสมทบ จากนั้นน้องก็บ่ายหน้าขึ้นเขา วิ่งเหยาะๆ จากไป

    เราจัดการอาหารเช้าไปพร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ตั้งแถวเคารพธงชาติและบรีฟงานกัน หลังอาหารเช้า เราสองคนเก็บข้าวของขึ้นรถแล้วตากเต็นท์ผึ่งแดด ก่อนออกเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติสั้นๆ ลงไปที่น้ำตกธารสวรรค์ ซึ่งมาดูรูปในกุ๊กเกิ้นตอนนี้แล้วทำไมมันสวยจังวะ สปอยเลอร์อะเลิร์ท เราไปไม่ถึงตัวน้ำตก เดินไปแค่พอสบายใจ ดูป่าดูแมลง พอได้ยินเสียงน้ำตกซู่ซ่า เราก็พบว่า ใกล้เที่ยงแล้วสินะ เวลาชักเหลือน้อยเทียบกับระยะทางที่เหลือหกร้อยกว่าโล จึงจำเป็นต้องเดินกลับ และบอกลา อช.ดอยภูนางไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนในครั้งนี้

    ตลอดเวลาที่เหลือเราสองคนผลัดกันขับแบบเป็นกะ กะละ ๑๕๐ กม. บวกได้นิดหน่อยถ้ากำลังติดลม แต่ไม่เกิน ๒๐๐ เพราะมันจะเพลียโดยใช่เหตุ แวะกินอาหารเติมน้ำหวานกาแฟเรื่อยๆ ตามปั๊ม ถึง กทม.ค่ำหน่อยแต่ไม่น่าเกลียด เต็นท์ที่กางๆ หุบๆ ถึงสามครั้งในทริปนี้ก็ถูกพากลับบ้าน มันจะถูกวางซุกไว้เงียบๆ ตามมุมห้อง รอคอยเวลาสักวันที่มันจะได้กลับคืนสู่พงหญ้าและป่าใหญ่อีกครั้ง

  • เราคงไม่ได้ข้ามเครือเขาหลงหรอกนะจอย

    จอยบ้านอยู่กระบี่ ดินแดนแห่งท้องทะเลและขุนเขาตัวท็อปๆ ของประเทศไทย ครั้งแรกที่พาจอยเที่ยววังน้ำเขียว จอยกรี๊ดกร๊าดเอามาก จนเราต้องถามว่า นี่ไม่ได้กร๊๊ดเอาใจเจ้าถิ่นช่ะ อีภูเขาหญ้านี่มันสวยถูกใจขนาดนั้นจริงๆ เหรอ แกมาจากดินแดนแห่งเขาหินปูนในสายหมอกนะ สำหรับเรา นั่นน่ะสวยสุดแล้ว จอยว่าแบบนี้ไม่เคยเห็น มันปุยๆ โล่งๆ น่ารัก หรืออะไรทำนองนั้น

    ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ย้อนกลับไปราวสิบปีก่อน เราเคยเดินทางแบ็คแพ็คสายดุ่ยๆ ไประนองกับน้องคนหนึ่งพื้นเพเป็นคนสระบุรี ถามคนท้องถิ่นว่าไปเที่ยวไหนดี เขาบอกให้ไปภูเขาหญ้า เราต่อรถสองแถวกันไป แบกกระเป๋าที่มีทั้งหมดไปพร้อมเพราะเป็นการแวะก่อนเดินทางกลับ ขนาดว่าเป็นเราในเวอร์ชั่นสาวกว่านี้สิบปี ตอนไปถึงยังรู้สึกเหนื่อยล้าระอาแดด ภูเขาหญ้าระนองสองสามหย่อมกลางแสงแดดบ่ายจัดจ้าแต่งแต้มด้วยเศษขยะนิดหน่อย เพราะงานบอลลูนเพิ่งจบปรากฏตรงหน้า เด็กโคราชกับเด็กสระบุรีงงมาก นี่กูขึ้นสองแถวมาตั้งไกลทำไมวะเนี่ย เอ้าเพลงพี่เบิร์ดขึ้น .. ชั้นมาทำอะไรที่นี่ ..

    ที่บ้านหนูมีแบบนี้เต็มเลยพี่ เพื่อนร่วมทางในครั้งกระนั้นบอก 

    สงสัยภูเขาหญ้าคงเป็นอะไรที่แรร์เฉพาะสำหรับคนใต้จริงๆ

    บ้านเราอยู่อำเภอข้างเคียงกับอำเภอปากช่องที่เป็นด้านหนึ่งที่มีปากทางขึ้นเขาใหญ่ เรากับเขาใหญ่ผูกพันกันมานาน สมัยละอ่อนน้อยวัยเกรียน เรากับชาวคณะเพื่อนมหาลัยขึ้นรถไฟมาลงปากช่องแล้วโบกรถขึ้นเขาใหญ่กันบ่อยครั้งเพราะเป็นที่เที่ยวดีๆ ที่ประหยัดสุดแล้ว เขาอาจจะเปลี่ยนไปบ้างตามเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของเขาช่างน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับเรา เราเปลี่ยนจากการโบกรถขึ้นไปกางเต็นท์นอนบนเขาใหญ่ กลายเป็นเดินทางโดยรถส่วนตัว และนอนบ้านพักอุทยาน จากนั้นก็กลายสภาพมาเป็นการนอนรีสอร์ทราคาถูก-กลางๆ และเริ่มไต่ราคาขึ้นตามกำลังและสังขารที่ต้องการการทะนุถนอมมากขึ้น เขายังคงสงบร่มเย็นเป็นที่พักใจเหมือนเดิม มีแต่เราที่กวัดแกว่งไปตามสภาวะแวดล้อม แต่ไม่ว่ายังไง เราแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนเขาใหญ่เสมอ

    เมื่อสองเดือนก่อน มีเวลาแค่สั้นๆ เท่าวันหยุดราชการ จอยระเห็จมาให้พาเที่ยว เราไปเขาใหญ่กันแบบสบายๆ ตามวัย แต่ไม่ลงทุนเรื่องที่พัก ได้ไปนอนแค่พอซุกหัว เราก็ข้ามจุดนี้ไป เราเน้นตะลอนๆ หาอะไรกินตามแนวเส้นธนรัชต์ และอยากขึ้นไปหาที่ดูพระอาทิตย์ตกบนเขาใหญ่ ที่อ่างเก็บน้ำสายศร ดูเวลาตาม GPS แล้ว ก็รู้สึกว่าเฉียดฉิวเหลือเกิน แต่ก็ยังดั้นด้นไป

    เราเป็นคนรักการถ่ายรูปที่ฝีมือที่ถ่ายมานานยังใช้ไม่ได้ แต่ถือกล้องติดมือยิ่งกว่าใครๆ เพราะว่าหลงใหลการได้กดชัตเตอร์หยุดเวลาที่น่าประทับใจไว้ดูนานๆ ซึ่งเอาจริงๆ ก็แทบไม่มีเวลาดูอะนะ กลัวมากว่าจะตายไปแบบวิเวียน มายเยอร์ ต่างแค่คนเจอกรุ HDD เรา คงไม่ได้เอาไปเผยแพร่ต่อ แต่อาจจะเอาไปทำที่ทับกระดาษหรือหนุนกระถางต้นไม้ซะมากกว่า วันนั้นฟ้าไม่เปิดซักเท่าไหร่ แต่ก็ยังหวังว่าจะได้เก็บภาพพระอาทิตย์ตกสวยๆ ที่อ่างเก็บน้ำกลางเขาใหญ่กับเขาบ้าง

    แต่การขับขึ้น มันช่างเชื่องช้าไม่ทันใจ เราพยายามรักษาความเร็วที่สมดุลกับความโค้งชันของถนน ไม่ขับเอื่อยเฉื่อย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันการ พระอาทิตย์กำลังจะตกตอนเรามาถึงทุ่งดอกหญ้าคาก่อนถึงอ่างเก็บน้ำสายศรประมาณ ๕ กม. เราตกลงหยุดชมวิวที่ตรงนั้น ป้าจอยวิ่งถลาเข้าไปในกอหญ้า คนที่กรี๊ดกร๊าดกับเขาหญ้าสั้นๆ มาเจอเนินไล่ระดับที่ปกคลุมไปด้วยดอกหญ้าขาวโพลนก็ดูจะฟินๆ หน่อย ส่วนเราหาช่องส่องพระอาทิตย์ตกอย่างเจียมตัว ได้มาแค่ซอกกิ่งต้นไม้ก็ยังดีวะ นักเดินทางอีกสามสี่กลุ่มผลัดกันถ่ายรูปอย่างขะมักเขม้น สายลมพัดดอกหญ้าปลิวไสวเหมือนพรมนุ่มๆ สีขาวที่เต้นระบำอยู่บนปลายเรียวของยอดหญ้า แล้วฟ้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากส้มเป็นน้ำเงิน และมืดลงในที่สุด

    นาฬิกาชีวภาพของป้าสองคน หันเหไปสู่อาหารเย็นทันทีที่หมดความสนใจในธรรมชาติ เหล่าตากล้องและนางแบบทั้งหลาย สลายตัวกันไปอย่างเร็วเมื่อพระอาทิตย์สิ้นแสง เหมือนกำลังเล่นเกมใครอยู่หลังระวังนะโว้ย เราขับรถฝ่าความมืดตามลำพังไต่ไปตามถนนแคบคดโค้ง สำหรับคนอื่น ไม่รู้การขับรถทางเขาตอนกลางคืนทำให้กลัวกันรึเปล่า แต่สำหรับเราชอบมาก เพราะว่าเราเอาไฟสาดนำไปก่อนเลย ฝั่งตรงข้ามเห็นแต่ไกล เราเองก็สังเกตแสงไฟฝั่งตรงข้ามได้จากอีกฝั่งของเหวเหมือนกัน ยิ่งถนนในป่าที่รถน้อยมากๆ เราแทบไม่จำเป็นต้องเข้าโค้งเนียนครบทุกโค้ง ถ้าไม่เห็นไฟฝั่งตรงข้ามวาบออกมาจากอีกด้านของโค้งเขา เป็นอันว่าขับแลบๆ ข้ามเลนไปบ้างก็ได้ เทคนิคนี้คนขับรถตู้เส้นตาก-แม่สอดสอนมาเมื่อครั้งไปเดินทีลอซูหลายปีก่อน ต่างกันนิดตรงที่สัตว์ป่ามันไม่ได้คาดสปอร์ตไลท์บนหัว เราจึงใช้วิธีวาบไฟสูงเรื่อยๆ ให้กระทบแผ่นสะท้อนแสง กันไว้ก่อนอีกชั้นหนึ่ง ถึงจะบอกว่าไม่ได้กลัวการขับกลางคืน แต่ก็ไม่ได้อยากตายไวไง โลกออกจะสวยงาม ขออยู่ด้วยอีกนานๆ นะ

    เราคุยกันจ๊อกแจ๊ก ไม่รู้เรื่องสัพเพเหระอะไร แต่ใช้เวลาแค่ ๑๕ นาทีเว้ย เราก็มาถึงทางออกที่ด่านเก็บค่าเข้าอุทยานปากทางเขาใหญ่ ซึ่งขาขึ้นเราใช้เวลาขึ้นราวๆ ๔๐ นาทีได้ นี่จำได้จริงๆ นะไม่ได้เบลอ เพราะว่าดูเวลาเทียบเวลาพระอาทิตย์ตกตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลจากหนังสือโปรดแนวเดินป่าแฟนตาซี (เพชรพระอุมา ล่องไพร และไม่ลืมหุบเขากินคนของมาลา คำจันทร์ รักมาก) บวกกลิ่นอายมูราคามิ เราบ่นออกมาดังๆ ว่า หรือพวกเราแม่งข้ามเครือเขาหลงไปแล้ววะ ถึงตอนนั้นเราก็กังวลขึ้นมาว่า ถ้าเราข้ามเครือเขาหลงมาที่โลกคู่ขนานแล้วจริงๆ ชีวิตของเราอาจจะต้องดำเนินต่อไปบนโลกใบนี้ แล้วโลกใบเก่าล่ะ จะมีคนมาแทนที่เราไหม ถ้ามีแล้วมันจะเนียนไหม จะมีใครรู้รึเปล่าว่านั่นไม่ใช่ไอ้แอ้ตัวจริง แล้วคนนั้นที่ชั้นชอบแต่เค้าไม่ชอบชั้นน่ะ มันจะมีโลกคู่ขนานอีกใบไหมที่เค้าชอบชั้น ฯลฯ

    ชิบหาย ท่าทางจะหิวจัด พอๆ ไปหาอาหารกันดีกว่า

    ออกตัวทุกครั้งที่เมนชั่นเรื่องอาหาร ว่าไม่สามารถรีวิวอาหารได้ เพราะเป็นคนกินง่ายอร่อยง่าย แต่ร้านนี้ที่นำเสนอจอยเป็นร้านที่โปรดมาก ตั้งแต่มั่วๆ เข้าไปกินเพราะร้านสวยเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ไปเขาใหญ่ทีไร ยังหาโอกาสแวะเวียนไปร้าน Mew เสมอ อาหารดูรวมๆ เป็นนั่นนี่ฟิวชั่นกันไปมา เมนูไม่ได้เยอะแบบว่าละลานตา แต่ก็ครอบคลุมหลายแนวอยู่ ลองสั่งมาหลายอย่างแล้ว ยังไม่เจอที่ไม่อร่อยซักที (แต่ยังไม่เคยสั่งพวกข้าวผัดนะ เพราะตระกูลข้าวผัดเราจะชอบที่เป็นกะทะโบราณ ก้นดำๆ ผัดแล้วข้าวติดกลิ่นหอมไหม้ๆ นิดหน่อย ซึ่งไม่คิดว่าจะหาได้จากร้านแนวนี้เลยไม่สั่งดีกว่า) วันนั้นเราสองคนเอนจอยอาหารสุดๆ กินกันอย่างอ้อยอิ่งจนแทบจะถึงเวลาปิดร้านช่วยน้องยกเก้าอี้โน่นเลย

    วันถัดมาเราเที่ยวได้นิดหน่อยก่อนกลับสู่ชีวิตการทำงาน จะว่าไปคนอย่างเราก็คงเหมือนตุ๊กตาไขลาน ที่ใช้เวลาไขพักนึงรั้งลานให้ตึงเปรี๊ยะ จากนั้นก็ได้เวลาปล่อยให้ตุ๊กตาโดดดึ๋งๆๆๆๆ อย่างร่าเริง และแล้วลานก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เราคงต้องกลับไปไขลานอีกครั้ง และอีกครั้ง เพื่อจะได้โดดดึ๋งๆๆๆๆๆๆ กันต่อไป ด้วยเวลาที่น้อยคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ฮอพอินฮอพเอาท์กินอาหารแวะร้านกาแฟ บวกถ่ายรูปเยอะๆ ให้สมกับที่เกิดมาในยุคกล้องฟิล์ม แล้วอายุยืนจนทันได้ใช้กล้องดิจิตัล

    ผลประกอบการ : 

    มื้อเช้า Fairy’s Scone House Khaoyai ดี ชอบ ร้านเน้นขนมกับสโคนซึ่งเป็นขนมหนึ่งในน้อยชนิดมากๆ ที่เราดันไม่ชอบว่ะ มีเมนูมื้อเช้าที่เป็นของคาวแค่สองสามเมนู เราเลือกจานไข่ฟูที่ชื่อจริงๆ หรูหรากว่านี้แต่จำไม่ได้ ผลก็คือ ดี อร่อย สวยงามถ่ายรูปขึ้น นั่งกินมื้อเช้ากันเงียบๆ ในร้านเล็กๆ น่ารักสุดๆ ภายในร้านไม่กว้างมาก มีโต๊ะแค่ไม่กี่โต๊ะ แต่บริเวณข้างนอกซึ่งท่ามกลางแดดจ้าเดือนพฤษภาคม ไม่น่านับว่าลูกค้าจะนั่งได้นั้นถูกจัดอย่างสวยงาม งามแบบพอดีๆ ไม่เฟคมาก และโฟโต้จีนิคแทบทุกมุม

    ร้านกาแฟลำดับหนึ่ง (ลำดับหนึ่งที่เข้า แต่ไม่ใช่ลำดับหนึ่งในใจแน่นอน) Please Don’t Tell อยู่ในโครงการบ้านหรือรีสอร์ทใหญ่ๆ หรูหราหมาเห่า พอเข้าไปแล้วเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เลยว่า Please Don’t Go คือสลิ่มเกินเบอร์เราไปมาก ร้านกว้างขวางแนวแฟคทอรี่มีปล่องดูดควันขนาดใหญ่โตห้อยลงมากลางร้าน (ถ้าไม่ใช่ปล่องดูดควันก็ขออภัย ไม่รู้จักสิ่งนี้จริงๆ) กระจกรอบด้าน เพดานสูงลิบ ผลที่ได้ก็คือ แอร์มันไม่เย็นเลยโว้ย เหมือนเอาตู้กระจกร้อนๆ ไปตั้งกลางแดด แล้วกวาดต้อนเอาประชาชนเข้าไปแย่งกันนั่งโต๊ะ ทำท่าชิลให้กล้อง ขณะที่หนีบจั๊กกะแร้ชุ่มเหงื่อเอาไว้ แต่นั่นยังไม่เท่าพนักงานที่หน้างอมากกกกก เหมือนเราเป็นขอทานที่มาขอปันคาเฟอีนจะได้มีแรงไต่บันไดสะพานลอยยังไงยังงั้น เราสองคนไม่อยากให้เสียบรรยากาศ เลยอดทนๆ จนจอยเจอเส้นผมในไอติมเมอร์เมด (มีโคนเวเฟอร์รูปหางปลาเสียบ ไอติมสีหวานสวย) ตอนดึงผมเส้นยาวๆ ออกมารู้สึกถึงความฝังแน่นในเนื้อไอติม เล่นเอาขนลุกไปหมด สุดท้ายพนักงานคืนเงินให้จอย แล้วออกตัวว่าทางร้านไม่ได้ทำไอติมเองค่ะ รับมา จบนะ อื่นๆ นอกจากนี้ เป็นร้านที่ถ่ายรูปออกมาสวย แต่ตอนอยู่ในร้าน ไม่ได้รู้สึกสบายตัวสบายใจอย่างแท้จริง

    ร้านกาแฟลำดับสอง Pirom Café ร้านนี้เป็นทรงเหมือนโรงนาเก่าๆ หรืออาจจะเป็นโรงกาแฟอะไรซักอย่าง มีสวนสวยด้านหน้า มีวิวบึงน้ำให้นั่งมองท่ามกลางแดดแผดเผา เอาจริงๆ ร้านนี้กับร้านแรกมีความคล้ายหลายอย่าง ลูกค้าเยอะ รวมถึงแอร์ไม่เย็นด้วย แต่ร้านนี้ลูกค้าเดินไปบอกพนักงานซึ่งอยู่ข้างนอกห้องแอร์ว่าแอร์ไม่เย็นนะ พนักงานก็ดูมีความใส่ใจ แต่ก็ซ่อมแอร์ไม่ได้อยู่ดี แต่ใส่ใจก็ดีแล้ว ทำให้รู้สึกเลยว่าเออ งานบริการ พนักงานสำคัญมากๆ เพราะเรานั่งเล่นร้านนี้ได้นาน ก็เพราะท่าทีของพนักงานนี่แหละ 

    แวะ GranMonté ไร่องุ่นนอกฤดูองุ่น (คนละเจ้ากับที่มีข่าวว่ารุกที่ป่าโดนปิดไป เห็นแว้บๆ ว่าเจ้าของเขาประชาสัมพันธ์ในเฟซบุ๊คเพราะเสียชื่อเสียง) ร้านสวยแอร์เย็น ของราคาสูง แต่ผลิตภัณฑ์เจ๋งมาก โคตรเพิ่มมูลค่าเลย แต่ละอย่างที่เอามาทำขาย แค่เดินดูก็เพลินแล้ว ได้สอยติดไม้ติดมือมานิดหน่อยตามสภาพตังค์ในกระเป๋า

    จอยเดินทางกลับกระบี่ เราเริ่มลืมเลือนเรื่องเครือเขาหลง หรืออาจจะเพราะมิตินี้ก็ไม่ต่างจากมิติที่เราจากมา วิถีชีวิตก็เหมือนเดิม คนรอบตัวก็เหมือนเดิม โดยเฉพาะคนที่ไม่สนใจเรานั่นน่ะ ก็ไม่มีอะไรต่างออกไปนี่หว่า

    อาทิตย์ที่แล้ว เราได้ใช้เวลาวันหยุดที่เขาใหญ่อีกครั้งพร้อมหน้าด้วยเพื่อนๆ อีกกลุ่ม (ไปบ่อยจริงๆ นะเนี่ย) แต่เผื่อเวลาหลังแยกกับเพื่อนๆ ไว้ฟังเสียงตัวเองเงียบๆ บ้าง หลังมื้อเที่ยงที่ Mew (อีกแล้วเห้ย) บอกลาเพื่อนๆ และหลานๆ ผู้น่ารัก เราได้ยินเสียงตัวเองกระซิบผ่านสายลมและแสงแดดยามบ่ายว่า .. กูปวดหลัง ไปนวดกันเถอะ..

    ยามบ่ายตามลำพังหมดไปกับการแวะตียิมโปเกมอน เพราะเขาใหญ่ยิมเยอะ แต่คนเล่นไม่เยอะ เหล่าเทรนเนอร์ถ้าผ่านไปก็ลองมองหาดู พบร้านนวดที่ดี นวดคอบ่าไหล่ ๑ ชั่วโมงโคตรฟิน จากนั้นก็ได้เวลาทำภารกิจที่ค้างคาใจมาสองเดือน นั่นก็คือการดูพระอาทิตย์ตกที่อ่างเก็บน้ำสายศร และมุ่งมั่นว่าจะสังเกตเส้นทางที่สัมพันธ์กับเวลาขึ้นและลงเขาใหญ่ เพื่อหาคำตอบเรื่องเครือเขาหลง เพราะครั้งก่อนหลังลงมาสู่พื้นราบแล้ว เราเช็คบันทึกใน Google timeline ที่มักจะเปิดไว้ตลอดเพราะชอบดูว่าวันๆ ไปไหนมาบ้าง (อีกอย่างคือชีวิตไม่มีความลับ หรือจะเรียกให้ตรงกว่านั้นไปอีกนิดก็คือ ไม่มีใครให้ต้องปิดบังว่าวันๆ ไปไหนมา) ใน Timeline แทนที่จะเห็นเส้นทางขึ้นและลงเขา กลับกลายเป็นว่าเส้นตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ทำให้จิ้นเรื่องข้ามมิติเพิ่มไปได้อีกนิดนึงพอเพลินๆ

    แวะจ่ายค่าเข้าอุทยานเรียบร้อยเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็น ดูเวลาแล้วก็ทันพระอาทิตย์ตก แต่ก็ไม่มากพอให้อ้อยอิ่งที่ไหนอีก เส้นทางขาขึ้นเป็นเหมือนที่จำได้ ทางแคบ คดและโค้งบิดกลับไปกลับมาขับสนุกดี แต่ด้วยความที่เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่อง ทำให้มีรถสวนลงมาเป็นระยะๆ และรถเหล่านั้นก็ขับลงเขามาโดยแทบไม่พบรถสวนขึ้นเลย ทำให้ขับกินเลนกันอย่างเมามัน เป็นที่น่าหวาดเสียว ต้องอาศัยบีบแตรเตือนทุกหัวโค้ง

    แค่ ๑๕ กม. จะถึงอ่างเก็บน้ำสายศร เราก็จอดแวะไป ๒ จุด จุดแรกเป็นจุดชมวิว กม. ๓๐ แดดเย็นสีสวยฉาบผืนป่า มองเห็นที่ราบอยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาเป็นพื้นที่ทะเลสาบกับสนามหญ้า อาจจะเป็นรีสอร์ทหรือสนามกอล์ฟ ไม่มีเวลาพิจารณานาน มีพระอาทิตย์ตกต้องรีบไปดู ตรงนั้นก็มีลิงด้วย และเราไม่ชอบลิงแบบสุดๆ จุดลูกเนินดอกหญ้าคาเราไม่ได้แวะ เพราะครั้งนี้ดอกหญ้าได้หายไปหมดแล้ว เหลือแต่สีเขียวล้วนของใบหญ้า เหมือนขับรถผ่านหญิงสาวคนเดิม แต่วันนี้ไม่ได้แต่งหน้าทำผม ทุกคนจึงผ่านเลยไปไม่ได้แวะทักทายถ่ายรูปกับเธอ

    แวะจุดที่สองไปเข้าห้องน้ำที่ที่ทำการอุทยานเพื่อความผาสุกในการชมบรรยากาศ แล้วก็ขับมาถึงอ่างเก็บน้ำสายศรในที่สุด ผิดหวังกับวิวเล็กน้อย เพราะคิดไปเองว่าจะเห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่ไม่ว่าที่ไหนบนเขาใหญ่ก็มีต้นไม้เป็นทิวแถวอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เราเลยเปลี่ยนจากอยากถ่ายรูปสวยๆ เป็นการนั่งพักบนสนามหญ้าเย็นๆ ดูน้ำ ดูฟ้าแทน ผู้คนจำนวนหนึ่งสนุกสนานกับการถ่ายรูปแบบครีเอท มีเด็กๆ วิ่งเล่น มีคนที่ดูเหมือนเพิ่งเลิกงานนั่งเต็มหลังกระบะขับผ่านไป พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับหลังทิวไม้ ลมพัดกำลังสบาย และอากาศเย็นลงเรื่อยๆ ปลั๊กที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริงเลื้อยออกจากกระโหลกหนาๆ ของเรา ไปจิ้มเข้ากับธรรมชาติ แบตเตอรี่ถูกชาร์จอย่างรวดเร็วซุเปอร์ฟาสต์ชาร์จ ปื๊ดๆๆๆ เต็ม ๑๐๐% พร้อมสู้วันใหม่เลยจ้า

    พอฟ้ามืดเกือบสนิท เราตัดสินใจจะเข้ากรุงเทพฯ จากจุดนั้นเลยด้วยการข้ามเขาไปลงทางปราจีน (ลืมเรื่องพิสูจน์เครือเขาหลงไปแล้ว ไอ้ปลาทองเอ๊ย) ภาวนากับ GPS ว่าอย่าเดี้ยงกลางทางนะลูก ก่อนดั้นด้นไปตามทางที่อากู๋บอก พักนึงแหละก็เจอด่าน ยังซื่อบื้อขับไปจนชิดไม้กั้น เจ้าหน้าที่บอกแบบเอือมๆ ว่า หลังหกโมงไม่ให้ลงทางนี้แล้วครับ กลับไปลงทางปากช่องเลย เราก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า ข้อมูลนี้มันมีมานานแสนนาน เราก็รู้แล้ว และเคยโดนมาแล้วนี่หว่า ลืมได้อีก เอาจริงๆ ถ้าเจ้าหน้าที่บอกให้ไปได้ เราก็คงขับไปสั่นไป เพราะว่ามันมืดสนิท เปลี่ยวสงัด แล้วช้างก็มางัดรถลงข้างทางบ่อยๆ เน็ตเราก็ไม่ได้เสถียรอะไร โดนห้ามแหละดี อย่างน้อยมาโม้ได้ว่า อะโถ่.. ถ้าไม่ห้ามนะข้ามไปแล้ว ไม่ได้ป๊อดซะหน่อย

    ไปหลงทางเสียเวลาหลงรัชดาติดลาดพร้าวมา เพื่อนๆ เขาก็ลงเขากันไปหมดแล้ว อีนี่ต้องขับลงคันเดียวมืดสนิทกลัวนิดๆ เร้าใจสุดๆ คราวนี้ตั้งใจสังเกตเส้นทางประกอบกับ GPS ดูทั้งเวลา ดูทั้งจุดที่สำคัญที่ต้องผ่านซึ่งก็ไม่ค่อยเห็นอะไรอะ มืดเหลือเกิน พอไต่โค้งลงมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจ ที่จริงแล้วขาลงทำเวลาได้ดีนั่นถูกแล้ว เพราะแรงโน้มถ่วงโลกมันช่วย เราแทบไม่ต้องเหยียบคันเร่ง แตะๆ เบรคตามจังหวะ แถมความมืดยังลดทอนดีเทลข้างทางลงไปมากหรือจะเรียกว่าหมดเลยก็ยังได้ พอเราไม่ต้องว้าวต้นไม้ ว้าวภูเขา เสียวหน้าผา เราก็โฟกัสกับการขับมากขึ้น แถมยังตัดเลนได้หน่อยๆ เพราะไม่เห็นไฟรถสวนขึ้นมาเลยซักคันเดียว (แต่ฉายไฟสูงไปเจอกวางโตเต็มวัยสามตัว ดีใจปนตกใจไปพักนึง) คงเหมือนกับการถ่ายรูป ถ้าลองหลายเหลี่ยมหลายมุมแล้วมันยังดูไม่สวย บางทีดีเทลมันเยอะไป ลองแต่งรูปเป็นสีขาวดำ บางทีมันอาจจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ถูกนำเสนอมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

    เราลงมาสู่พื้นราบด้วยเวลาที่ดีกว่าขาขึ้นมากเช่นเคย และ GPS บันทึกเส้นทางที่ถูกต้องชัดเจน จึงขอสรุปผลการทดลองว่า เราไม่ได้ข้ามเครือเขาหลง และยังคงอยู่ที่มิติเดิม จากนั้นก็เปลี่ยนใจไปหาข้าวหน้าปลาไหลกินก่อนเดินทางกลับ เหตุผลก็เพราะหิวแล้วว้อย

    ไม่ว่าจะมิตินี้หรือมิติไหนเรื่องกินก็นำมาก่อนเสมอ